เป็นหนึ่งในผู้นำเจเนอเรชันที่สามของตระกูลจิราธิวัฒน์ ซึ่งเป็นทัพหน้าสำคัญนำ “กลุ่มเซ็นทรัล” บุกขยายธุรกิจค้าปลีกในยุโรป โดยหลังการเข้าซื้อกิจการ “กลุ่มเซลฟริดเจส” (Selfridges Group) ในปี 2565 “ชาติ จิราธิวัฒน์” ได้ย้ายไปปักหลักที่กรุงลอนดอน โดยรั้งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ (Chief Commercial Officer) ของ “Central Group Europe” เพื่อรับบทบาทเต็มตัวในการขับเคลื่อน “กลุ่มเซ็นทรัล” สู่การเป็นผู้นำตัวจริงบนเวทีค้าปลีกลักชัวรีระดับโลก “ผมเป็นคนขออาสามาทำงานที่ยุโรปเอง เพราะชอบประสบการณ์ใหม่ๆ ชอบความท้าทายในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ ทัศนคติที่กล้าออกจากคอม ฟอร์ตโซน คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ในทุกๆวัน ทุกวันผมจะเริ่มจากการประชุมออนไลน์กับทีมที่เมืองไทยในช่วง เช้าจากที่บ้าน หลังจากนั้นจะเดินจากบ้านมาทำงานที่ออฟฟิศ ซึ่งชอบมากเพราะได้สูดอากาศที่ดี งานส่วนใหญ่ของผมคือการดูแลความสัมพันธ์กับแบรนด์ชั้นนำ (Top Suppliers) โดยเฉพาะกลุ่มลักชัวรีแบรนด์ เช่น Louis Vuitton, Chanel และ Gucci ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของห้างสรรพสินค้าในยุโรป”...“คุณชาติ” เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเข้ามากุมบังเหียนห้างสรรพสินค้าลักชัวรีใน 7 ประเทศทั่วยุโรป หลังพิสูจน์ฝีมือจากการปลุกปั้นโครงการแฟล็กชิปสำคัญอย่าง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี, ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า และดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค อะไรคือคุณค่าที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นของตระกูลจิราธิวัฒน์?ธรรมนูญหลักที่ส่งต่อกันมาคือ “ขยัน ซื่อสัตย์ และอดทน” โดยเฉพาะความอดทนที่ต้องมีสูงมากในการทำธุรกิจ สมาชิกในครอบครัวต้องรู้จักคุณค่าของเงิน ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น และต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกหลาน ปรัชญาสำคัญอีกอย่างคือความสามัคคีในครอบครัว เพราะจุดแข็งของคนหนึ่งจะช่วยอุดจุดอ่อนของอีกคนหนึ่งได้ การบริหารงานในยุโรปมีความยากง่ายอย่างไรการบริหารงานในยุโรปมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะคนแต่ละประเทศมีความภูมิใจในประ วัติศาสตร์และรากเหง้าของเขามาก หน้าที่ของเราคือต้องรับฟังและทำความเข้าใจความต่างเหล่านั้น เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้อย่างราบรื่น มีข้อสังเกตระหว่างการทำงานที่ไทยกับที่อังกฤษ ผมรู้สึกว่าคนยุโรปให้ความสำคัญกับเวลาทำงาน เวลาไม่ทำงาน หรือไปพักร้อนอย่าไปยุ่ง ช่วงแรกผมไม่รู้ เพราะที่เมืองไทยเราต้องสแตนด์บายตลอด แต่ที่นี่ต้องเคารพเวลาส่วนตัวของเขา ถ้าไม่เร่งด่วนจริงๆ แต่เวลาทำงานเขาก็จะทำเต็มที่ ผมอยากทำแบบนั้นเหมือนกัน แต่ทำไม่เคยได้ ผมกลับเมืองไทยปีละ 2 ครั้งเพื่อไปพักผ่อน แต่ไม่เหมือนการพักเลย เพราะพอญาติรู้ว่าอยู่ไทยก็จะตามไปประชุม อะไรคือศิลปะการเป็นผู้นำยุคใหม่ที่ขาดไม่ได้หลักการทำงานของผมคือ ขยัน ซื่อสัตย์ และอดทน ผมเชื่อว่าถ้าเรามี 3 อย่างนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรเราก็ประสบความสำเร็จ มากกว่านั้นคือต้องมีความจริงใจต่อหน้าที่ที่เราทำ และต่อผู้คนที่เราร่วมงานด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอดตั้งแต่วันแรกจนถึงทุกวันนี้ สำหรับผมหัวหน้าที่ดีต้องมี Two-way Communication คือต้องฟังให้มากและพูดให้น้อย ผมมักจะบอกทีมงานเสมอว่า ให้เราทำตัวเป็นช้าง มีหูใหญ่ปากเล็ก คือฟังให้มากกว่าพูด เพื่อที่เราจะได้เป็นผู้ฟังที่ดี และรับรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงของทีมงาน โปรเจกต์ส่วนใหญ่มักจะล้มเหลวเพียงเพราะการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน อะไรคือจุดพลิกเกมทำให้กลุ่มเซ็นทรัลเป็นผู้นำตัวจริงในยุโรปการสร้างประสบการณ์พิเศษที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เราเชื่อว่าดีพาร์ตเมนต์สโตร์สมัยนี้หากเน้นเพียงการขายสินค้าแบบปกติ (Transactional) จะไม่รอด และแพ้ออนไลน์แน่นอน คนจะมาเดินดีพาร์ตเมนต์สโตร์เพราะอยากเห็นอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยเห็น นอกจากเรื่องการสร้างประสบการณ์แล้ว กลยุทธ์ที่ทำให้อยู่รอดคือ “ทำเลที่ตั้ง” กลุ่มเซ็นทรัลเลือกตั้งห้างอยู่ในหัวเมืองหลักของยุโรป 16 สาขาจากทั้งหมด 40 สาขา ใน 7 ประเทศ เพราะเชื่อว่าหัวเมืองใหญ่จะมีคนมาตลอดไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร คุณชาติสร้างความแปลกใหม่อย่างไรให้ธุรกิจเซ็นทรัลในยุโรปเมื่อ 3 ปีที่แล้วผมเริ่มรู้จักแบรนด์ “Jellycat” เพราะลูกสาวหยิบตุ๊กตา “Jellycat” ออกมาโชว์ ทำให้ผมเห็นศักยภาพของแบรนด์นี้ ตอนนั้นมีวางขายแค่ใน 3 ประเทศที่เรามีธุรกิจอยู่ และยังไม่ขายดีเหมือนทุกวันนี้ ผมขอพบกับแบรนด์ทันทีและเวิร์กกับเขาจนสามารถนำ “Jellycat” ไปเปิดทั้ง 7 ประเทศที่เรามีธุรกิจอยู่ ธุรกิจของเขาโตเร็วมาก เติบโต 2-3 เท่าต่อปี เขาไม่ได้ขายแค่สินค้าอย่างเดียว แต่มีการสร้างประสบการณ์พิเศษที่เรียกว่า “Jellycat Fish & Chips Experience” ใน “ห้างเซลฟริดเจส ออกซ์ฟอร์ด สตรีท ลอนดอน” ซึ่งลูกค้าจะได้สั่งสินค้าเหมือนสั่งอาหาร พนักงานจะทำการเสิร์ฟและห่อสินค้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ลาย “Jellycat” พร้อมใส่ถุงพิเศษ พวกประสบการณ์แบบนี้เป็นอะไรที่เราอยากทำมากขึ้น ไม่เฉพาะ “Jellycat” แต่รวมถึงภาพรวมของห้างสรรพสินค้า เรารวมประสบการณ์เหนือความคาดหมายไว้หลากหลาย ตั้งแต่ “The Cinema at Selfridges” โรงภาพยนตร์ลักชัวรีที่ผสมความบันเทิงเข้ากับสไตล์หรูหรา, “The Bowl” ลานสเก็ตบอร์ดอินดอร์, “Personal Shopping Lounge” ห้องรับรองส่วนตัว เติมเต็มประสบการณ์ช็อปปิ้งแบบเฉพาะบุคคล ไปจนถึงการจับมือค่ายดิสนีย์ เปิดตัวแคมเปญคริสต์มาสที่ผ่านมา “A Most Magical Christmas” แปลงโฉมอาคารเก่าแก่ของเซลฟริดเจสให้เป็นโลกแฟนตาซี เพื่อให้แฟนๆได้สัมผัสโลกแห่งเวทมนตร์ พร้อมเพลิดเพลินกับการช็อปปิ้ง นี่เป็นครั้งแรกที่ดิสนีย์ยอมคอลแล็บกับห้างสรรพสินค้าในสเกลที่รวมทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจหลักมาไว้ในตึกเดียวแบบนี้ เรายังทำสินค้าเอกซ์คลูซีฟที่หาซื้อได้เฉพาะในธีมพาร์คมาจำหน่ายที่นี่ นำหนังดิสนีย์มาฉายในโรงภาพยนตร์ของเรา และจัดโชว์พิเศษจากนักแสดงดิสนีย์เธียเตอร์ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับดีมาก ครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ดิสนีย์ยอมให้คาแรกเตอร์ดังอย่าง “Winnie-the-Pooh” เปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองแบบเซลฟริดเจส นอกจากนี้เรายังทำงานร่วมกับแบรนด์พันธมิตรอีกกว่า 75 แบรนด์ เพื่อสร้างสรรค์สินค้าคอลเลกชันพิเศษ ปีนี้เรามีแผนจะอัปเกรด Food Hall ที่ลอนดอนให้มีร้านอาหารมากขึ้น ซึ่งเป็นทางถนัดของกลุ่มเซ็นทรัล ผมเชื่อว่าห้างสมัยนี้ถ้าเน้นแค่การขายสินค้าแบบปกติอย่างเดียวคงไม่รอด คนจะมาเดินดีพาร์ตเมนต์สโตร์เพราะต้องการเห็นสิ่งใหม่ๆ และอยากได้รับประสบการณ์พิเศษที่หาจากที่อื่นไม่ได้ ขอเคล็ดลับความสุขเรียบง่ายของคุณชาติผมพยายามเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกๆ ให้เขาเห็นว่าเราควรใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย และต้องเข้าใจคุณค่าของเงิน ผมมักจะสอนลูกเสมอว่าเราต้องรู้จักทั้งการประหยัดและการใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ส่วนตัวผมเองใช้ชีวิตปกติ ไม่จำเป็นต้องมีคนขับรถส่วนตัว หรือเครื่องบินส่วนตัว ทุกวันนี้ถ้าไม่ได้เดินไปทำงาน ผมก็นั่งแท็กซี่ได้เป็นเรื่องปกติ เพราะผมไม่ได้ยึดติดกับหัวโขนตรงนั้น ผมเชื่อว่ารากฐานสำคัญของชีวิตคือความขยัน ซื่อสัตย์ และอดทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอด และอยากจะส่งต่อความคิดนี้ไปถึงลูกๆ รวมถึงคนรุ่นใหม่ว่า ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ความหรูหรา แต่วัดกันที่ความรับผิดชอบและการทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด.ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม