ชีวิตคนเรา…บางวันก็เหมือนท้องฟ้าแจ่มใส บางวันก็เหมือนพายุโหมกระหน่ำในใจเรา เคยไหม…อยู่ดีๆก็หงุดหงิด โมโห หิว อึดอัด ขัดใจ ใครพูดอะไรก็ไม่ถูกใจ คำสอนดีๆก็ไม่อยากฟัง ธรรมะก็รู้สึกไกลตัว อยากพูดแรงๆ อยากด่าคนให้มันสะใจภาวะแบบนี้ ในทางธรรมเรียกว่า “จิตกำลังเข้าเขตอกุศล”อกุศล...ไม่ได้หมายถึงคนเลว แต่หมายถึง “จิตที่มืด”ในคำสอนของพระพุทธศาสนา อกุศลเกิดจากราก 3 อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ โลภะคือ อยากได้ อยากเอา อยากให้เป็นอย่างใจ โทสะคือ โกรธ ขัดใจ ไม่พอใจ โมหะคือ หลง มืดบอด ไม่เห็นตามความจริง...เวลาที่เรา “โมโหหิว” เวลาที่เรา “อึดอัดขัดใจทำอะไรไม่ได้” เวลาที่เรา “อยากด่า ไม่อยากฟังธรรมะ” แท้จริงแล้ว...ไม่ใช่เพราะธรรมะไม่ดี แต่เพราะจิตเราถูกโทสะกับโมหะครอบอยู่ เหมือนเอาผ้าดำคลุมตา...ต่อให้มีแสงสว่างอยู่ตรงหน้า เราก็เห็นแค่ความมืดแล้วเราจะไม่ให้จิตตกลงไปในความมืดได้อย่างไร? สำคัญคือต้อง รู้ทัน...ก่อนจะห้ามมัน อย่าเพิ่งไปห้ามว่า “ห้ามโกรธ” เพราะยิ่งห้าม ยิ่งอึดอัด แต่ให้เปลี่ยนเป็น “รู้ว่าโกรธ” แค่บอกตัวเองเบาๆว่า...“ตอนนี้เรากำลังโกรธนะ”...“ตอนนี้เราหงุดหงิดนะ” การรู้ทันคือการเปิดไฟในห้องมืด ทันทีที่มีแสง…ความมืดจะลดกำลังลงถัดมาแยกให้ออกว่า “เหตุการณ์” ไม่ใช่ “ตัวเรา” มีคนพูดไม่ดีใส่เรา เหตุการณ์คือเสียงที่กระทบหู แต่ความโกรธคือสิ่งที่เกิดในใจเรา เสียงเขา...จบไปแล้ว แต่เราเอามันมาคิดต่อซ้ำแล้วซ้ำอีกเราทุกข์เพราะ “คิดซ้ำ”...ไม่ใช่เพราะคำพูดนั้น ถ้าหยุดคิดต่อไฟจะค่อยๆมอดลงเองหลายครั้งที่เราหงุดหงิดเพราะแค่ “หิว” หรือ “พักผ่อนไม่พอ” ร่างกายอ่อนล้า ใจจะอ่อนแรงตาม ก่อนจะไปนั่งสมาธิบางทีแค่กินข้าวให้อิ่ม นอนให้พอ อาบน้ำเย็นๆ หายใจลึกๆช้าๆ 5 ครั้ง จิตจะสงบขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ... ธรรมะไม่ใช่เรื่องลอยๆ มันเริ่มจากดูแลกายให้สมดุลย้ำว่า...อย่าเชื่อทุกความคิดของตัวเอง เวลาจิตมืดมันจะกระซิบว่า “ด่าไปเลย!” “เขาไม่ดี!” “ไม่ต้องฟังธรรมะหรอก!” แต่ความคิด...ไม่ใช่ความจริงเสมอไปมันเป็นแค่คลื่นที่ผ่านเข้ามา ถ้าเราไม่ทำตามมันก็ผ่านไปเอง...จิตที่ฝึกดีแล้วจะรู้ว่า “คิดได้ แต่ไม่ต้องทำตามทุกความคิด” ...ให้โอกาสตัวเองเป็นคนธรรมดา เราไม่ใช่พระอรหันต์ จะโกรธ จะหงุดหงิด เป็นเรื่องธรรมดา ปัญหาไม่ใช่การโกรธ...ปัญหาคือ “โกรธแล้วเผาตัวเองนานแค่ไหน” ถ้าโกรธ 5 นาทีแล้วรู้ตัวถือว่าเก่งแล้วค่อยๆฝึก ค่อยๆเบาลง จาก 5 นาทีเหลือ 3 นาที...จาก 3 นาทีเหลือ 1 นาที นี่แหละคือการเดินออกจากเขตอกุศลพูดให้เห็นภาพง่ายๆ จิตเหมือนเด็กเล็ก ถ้าเราด่ามันจะดื้อ ถ้าเราเข้าใจมันจะค่อยๆเชื่อง วันที่ไม่อยากฟังธรรมะอย่าไปบังคับตัวเองให้ศักดิ์สิทธิ์ แค่หยุดทำร้ายใคร หยุดทำร้ายตัวเอง หยุดเติมไฟให้โทสะ แค่นั้น...ก็เริ่มออกจากความมืดแล้ว เพราะความสว่างไม่ได้เกิดจากการไล่ความมืด แต่เกิดจากการ “จุดไฟเล็กๆในใจ”และ...ไฟดวงนั้นคือ “สติ”“เมื่อมีสติ...อกุศลก็ครอบงำเราได้ไม่นาน เมื่อมีสติ...แม้ความโกรธจะเกิดมันก็เป็นเพียงแขกชั่วคราว แล้วเราจะค้นพบว่าความสุขที่แท้จริงไม่ใช่การเอาชนะคนอื่น แต่คือการชนะจิตที่มืดของตัวเอง” เอ่ยชื่อ “เซียนแปะโรงสี” หรือท่านอาจารย์โง้ว กิมโคย วัดศาลเจ้า จังหวัดปทุมธานี คงไม่มีใครปฏิเสธถึงกระแสความศรัทธาที่แรงข้ามปี ไม่มีตกยุค จากอดีตจับกังโพ้นทะเล สู่การเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพศรัทธาของเหล่านักธุรกิจและพ่อค้าแม่ขาย...เคล็ดลับความเชื่อศรัทธาที่ทำให้ผู้คนมากมายนับถือท่านอย่างสนิทใจไม่ใช่แค่เรื่องอภินิหารฟันแทงไม่เข้า แต่คือ “ความสำเร็จที่จับต้องได้” หลายคนเล่าว่าจากธุรกิจที่จ่อจะล้มละลาย พอได้บูชา “ยันต์ฟ้าประทานพร” และปฏิบัติตามคำสอนของอาแปะ กลับพลิกฟื้นคืนชีพได้อย่างปาฏิหาริย์“ลื้อทำมาหากินให้ซื่อสัตย์ ขยัน และรู้จักแบ่งปัน เดี๋ยวฟ้าก็ประทานพรให้เอง” นี่คือหลักปรัชญาที่อาแปะมักสั่งสอนศิษย์เสมอ เป็นการผสมผสานระหว่าง “มานะตน” และ “บุญเกื้อหนุน” ว่ากันด้วยเรื่องเคล็ดลับ การบูชาอย่างไรให้เฮง ก็ต้องบอกว่าการบูชาเซียนแปะโรงสีไม่ได้มีพิธีรีตองซับซ้อน แต่เน้นที่ “จิตศรัทธา” และ “ความสะอาด” เป็นสำคัญ โดยมีเคล็ดลับที่สืบทอดกันมาดังนี้ยันต์ฟ้าประทานพร...เปรียบเสมือนประตูเปิดรับโชคลาภ นิยมติดไว้หน้าบ้านหรือร้านค้า โดยให้ตัวยันต์หันออกด้านหน้า เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและดึงดูดเงินทองเครื่องถวาย อาแปะชอบความเรียบง่ายสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ส้ม 5 ผล...สื่อถึงโชคลาภ, น้ำชา, ขนมแต้โหลว (ขนมจันอับ) และ หมากพลู ซึ่งเวลาอันเป็นมงคลนิยมไหว้ในช่วงเช้าก่อนเปิดร้าน หรือวันชิวอิก (วันเที่ยว) ของทุกเดือน เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย บทสวดบูชา ตั้งนะโม 3 จบ “เทียน กัว สื่อ ฮก โหงว ลี่”...ขอให้ฟ้าประทานพร โชคลาภ ความมั่งคั่ง สุขภาพ และอายุยืนยาวแก่ข้าพเจ้า แต่สิ่งสำคัญที่อยากย้ำเตือนคือ “ปาฏิหาริย์จะเกิด เมื่อคนทำจริง”“เซียนแปะโรงสี” ไม่ได้ช่วยคนขี้เกียจแต่ท่านเป็นแรงหนุนให้คนกตัญญูและมุ่งมั่นทำมาหากิน...ใครที่กำลังท้อแท้ ลองไปกราบขอพรที่วัดศาลเจ้าดูสักครั้ง ไม่แน่ว่าฟ้าอาจกำลังรอประทานพรให้คุณอยู่ก็ได้ “ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.รัก–ยมคลิกอ่านคอลัมน์ “เหนือฟ้าใต้บาดาล” เพิ่มเติม