ในวันที่โลกหมุนเร็วด้วยเทคโนโลยี หลายคนอาจมองหา “ทางลัด” สู่ความสำเร็จ แต่ตลอดเส้นทางชีวิต 85 ปี “ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” คือต้นแบบของนักสู้และนักการศึกษาผู้มีความมุ่งมั่นอันทรงพลัง จากจุดเริ่มต้นในชนบทที่ห่างไกล สู่ผู้วางรากฐานนโยบายระดับชาติ ล่าสุดคุณหญิงเพิ่งคว้ารางวัล “Distinguished Alumni Award 2026” จาก “Imperial College London” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยท็อป 5 ของโลก มอบให้แก่ศิษย์เก่าผู้สร้างผลกระทบต่อสังคมโลกอย่างโดดเด่นและยั่งยืน ตอกย้ำถึงความเป็นเลิศในฐานะนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ และยังสะท้อนพลังแห่งศรัทธาที่เชื่อมั่นมาตลอดว่า “การศึกษาเปลี่ยนชีวิตได้จริง” ได้รับคัดเลือกเป็นศิษย์เก่าดีเด่นครั้งนี้ มีความหมายกับชีวิตอย่างไรรางวัลนี้เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ศิษย์เก่าผู้มีผลงานโดดเด่นและได้รับการยกย่อง แสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านส่วนตัวและด้านอาชีพ เป็นผู้นำในสาขาของตน หรือสร้างผลกระทบอย่างสำคัญต่อสังคม การได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 9 ศิษย์เก่าดีเด่นประจำปี 2569 ในสาขา Distinguished Alumni Award ถือเป็นเกียรติสูงสุดที่ทำให้รู้สึกหายเหนื่อย เพราะเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่มุ่งมั่นมาตลอดชีวิตในการเปลี่ยน “ความอยากรู้อยากเห็นทางวิทยาศาสตร์” ให้กลายเป็น “ผลกระทบเชิงนโยบายระดับชาติ” นั้นสัมฤทธิผลจริง อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เด็กชนบทก้าวสู่เวทีโลกได้ด้วยความที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลนทุกอย่าง ไม่มีทั้งไฟฟ้าและน้ำประปา ต้องอาศัยแสงจากตะเกียงน้ำมันไว้อ่านหนังสือ และตักน้ำจากคลองมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวที่มีพี่น้องถึง 8 คน ดิฉันต้องช่วยทำงานบ้าน ช่วยเลี้ยงน้อง เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ หารายได้เสริมด้วยการเก็บน้ำฝนไปขายที่สถานีรถไฟ แต่ไม่เคยมองว่าความขาดแคลนเป็นบาดแผล กลับมองว่าเป็นบทเรียนที่หล่อหลอมให้เรามีความอดทน มุ่งมั่น และมีจิตใจที่เข้มแข็งแบบ “หลานย่าโม” เอาแรงฮึดมาจากไหนในการเปลี่ยนความขาดแคลนให้กลายเป็นพลังของนักสู้ภาพที่จำได้ดีคือเราต้องนั่งเรียนกับพื้นในศาลาวัด ไม่มีอุปกรณ์การเรียนแม้แต่ชิ้นเดียว หรือแม้แต่จะเข้าห้องน้ำก็ยังต้องวิ่งเข้าป่า สภาพความอัตคัดเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ท้อ แต่จุดประกายให้ตั้งปณิธานกับตัวเองว่า “ฉันจะไปเรียนกรุงเทพฯ เพื่อนำความรู้และอุปกรณ์ที่ทันสมัยกลับมาพัฒนาบ้านเกิดให้ได้” ดิฉันขยันอ่านหนังสืออย่างหนักจนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้สำเร็จ แม้ต้องย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ท่ามกลางความอัตคัดทางทุนทรัพย์ และต้องเผชิญกับกำแพงความเหลื่อมล้ำ เมื่อต้องอยู่ท่ามกลางเด็กหัวกะทิระดับประเทศ แต่ก็ใช้ความอดทนและความมุ่งมั่นที่สะสมมาตั้งแต่วัยเด็กเป็นแรงฮึด จนสามารถสอบเข้าคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สำเร็จ ซึ่งที่นี่เองคือ “ใบเบิกทางสำคัญ” ที่นำไปสู่เหตุการณ์การยกมือครั้งเดียว ที่เปลี่ยนชีวิตดิฉันไปตลอดกาล การยกมือครั้งเดียวที่เปลี่ยนชีวิตได้พลิกชีวิตเราอย่างไรจุดเปลี่ยนชีวิตสำคัญที่สุดคือตอนเรียนอยู่ปี 5 เมื่ออาจารย์ถามว่าใครอยากไปเมืองนอก ดิฉันยกมือขึ้นทันทีโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องไปประเทศไหน หรือไปทำอะไร การยกมือครั้งนั้นนำพาให้ไปไกลถึง Imperial College London ซึ่งในช่วงแรกเรียกได้ว่าเป็นบททดสอบที่สาหัสมาก ต้องเผชิญกับกำแพงภาษาจนร้องไห้ทุกวัน เพราะฟังบรรยายไม่รู้เรื่อง หรือถ้าพอจะฟังทันก็จดตามไม่ทัน แต่ด้วยเลือดนักสู้จึงตั้งใจว่า “ถ้าเรียนไม่จบ จะไม่ยอมกลับบ้านให้อายเด็ดขาด” ตั้งใจทลายทุกอุปสรรคด้วยความพยายามที่มากกว่าคนอื่นหลายเท่า จนสามารถเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่คว้าปริญญาโทและปริญญาเอก ด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์พลังงานสูง จากอิมพีเรียลคอลเลจ และได้เป็นหนึ่งในผู้หญิงชาวเอเชียกลุ่มแรกๆ ที่มีโอกาสเข้าไปทำการทดลอง ณ สถาบันวิจัยนิวเคลียร์ระดับโลก ที่เซิร์น (CERN) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จากนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ก้าวสู่บทบาทผู้กำหนดนโยบายระดับชาติได้อย่างไรหลังจากเรียนจบ ดิฉันมาเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ แต่สอนได้เพียงปีเดียวก็ต้องหยุด เพื่อก้าวเข้าสู่บทบาทภรรยาและคุณแม่ดูแลลูกๆเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายเรื่อง “การแทนคุณแผ่นดิน” ยังคงอยู่ในใจเสมอ เมื่อมีโอกาสจึงเริ่มเข้ามาทำงานเพื่อสังคม ผ่านโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน และก่อตั้ง “มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์” ซึ่งตลอด 40 ปีที่ผ่านมาได้ปลูกต้นไม้ไปกว่า 20 ล้านต้น อีกทั้งได้มีส่วนร่วมในโครงการชลกร สร้างนักจัดการน้ำในชุมชนเพื่อสู้กับภัยแล้งและน้ำท่วม สิ่งเหล่านี้เองเป็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมให้ก้าวสู่บทบาทผู้กำหนดนโยบาย โดยเฉพาะการผลักดันแนวคิด “Unplugged Coding” ที่ตั้งใจใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างคนคุณภาพให้กับประเทศไทย ทำไม “Unplugged Coding” กลายเป็นหัวใจของการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21ดิฉันเชื่อว่าทรัพยากรที่สำคัญที่สุดคือคน การเขียนโค้ดไม่ได้หมายถึงแค่เครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์ แต่หมายถึงวิธีการคิดและการแก้ปัญหาของมนุษย์ “Unplugged Coding” คือการสอนให้เด็กมีตรรกะ รู้จักคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล และวางแผนแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนเชิงวิทยาศาสตร์โดยไม่ต้องใช้หน้าจอ ตอบโจทย์โลกในศตวรรษที่ 21 ที่ทั้งซับซ้อนและโหดร้ายขึ้น หากเราไม่เตรียมเด็กให้รู้จักการ “เข้ารหัสสมอง” หรือสร้างระบบความคิดที่แข็งแกร่งตั้งแต่เยาว์วัย เด็กไทยจะอยู่รอดและแข่งขันได้ยากมาก หมายความว่าการเข้ารหัสสมองไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน?“Unplugged Coding” จำเป็นสำหรับทุกคน แม้แต่พี่น้องเกษตรกร ถ้าเรานำวิธีคิดนี้ไปใช้ ชาวนาจะรู้จักการตั้งคำถามและคิดอย่างมีระบบมากขึ้น เช่น ทำนาอย่างไรไม่ให้ขาดทุน? เขาจะเริ่มรู้จักวางแผนทรัพยากร จัดการน้ำ และรู้จักการแก้ปัญหาแบบ “ซอยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็ก” เพื่อบริหารจัดการต้นทุนและผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่มันคือ “การแก้ปัญหาความยากจนที่ยั่งยืนที่สุด” ผ่านการติดอาวุธทางปัญญาให้คนไทยทุกคน ทุ่มเททำงานหนักมาหลายทศวรรษ คุณหญิงมีวิธีรักษาสมดุลชีวิตอย่างไรสุขภาพที่ดีในวัย 85 ปีของดิฉัน ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เป็นผลมาจากการ “ทำสิ่งที่ถูกต้อง” สะสมมาตั้งแต่อายุ 30-40 ปี โดยเน้นการใช้ชีวิตแบบธรรมชาติที่สุด มีความสุขกับการกินอาหารตามปกติ ไม่พึ่งพาวิตามิน หรืออาหารเสริม ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ วันละ 30-45 นาที ทำให้ร่างกายฟิตพร้อมสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการลงพื้นที่หาเสียงพบปะกับพี่น้องประชาชน แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กาย คือ “ใจ” ดิฉันยึดหลัก “การปล่อยวาง” ใครจะว่าอะไรเราไม่เก็บมาเป็นทุกข์ เน้นการทำงานอย่างเต็มที่ภายใต้เงื่อนไขที่มีในวัย 85 ปี อะไรคือแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ยังมีไฟเป้าหมายสูงสุดในชีวิตคือการอุทิศลมหายใจที่เหลือเพื่อ “แทนคุณแผ่นดิน” ด้วยการสร้างคนไทยให้มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง พร้อมก้าวข้ามทุกวิกฤติของโลกดิจิทัล ด้วยรากฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอะไรคือสิ่งที่อยากฝากไว้ให้คนรุ่นหลังดิฉันเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าการศึกษาคือสิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตคนได้ เหมือนที่การศึกษาเคยให้โอกาสเด็กชนบทคนหนึ่งให้มาถึงจุดนี้ได้ จึงอยากให้เรื่องราวของดิฉันเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า “การศึกษาเปลี่ยนชีวิตได้จริง” อย่าท้อถอยกับโชคชะตา!!ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม