หลังแร็ปเปอร์สาวไทย “มิลลิ” สร้างปรากฏการณ์ “Soft Power” โชว์พลังกินข้าวเหนียวมะม่วงบนเวทีเทศกาลดนตรี “Coachella” ที่สหรัฐอเมริกา ปลุกกระแสให้ชาวโลกอยากมาเที่ยวเมืองไทยอย่างคึกคัก ในแวดวงการศึกษาดนตรีของประเทศไทย ก็ร่วมตอกย้ำความเป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใครในโลก เมื่อ “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล” ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยด้านศิลปะการแสดง (Performing Arts) ที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 47 ของโลก ติดท็อป 50 เป็นครั้งแรก!! จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดย “QS World University Rankings by Subject 2022” สะท้อนถึงศักยภาพและคุณภาพของสถาบันการศึกษาทางดนตรีของไทย ที่พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ งานนี้ต้องยกเครดิตเต็มๆให้ “ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ” คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ “คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล” ผู้เล็งการณ์ไกลให้การสนับสนุนอย่างจริงจังมาต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้คนไทยเข้าถึงวัฒนธรรมดนตรีคลาสสิก และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านศิลปะการแสดงของไทยออกสู่ตลาดโลก หวังสร้างรายได้รูปแบบใหม่ๆเข้าประเทศ “คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล” ชี้ว่า “การพัฒนาทางด้านศิลปะและการแสดงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะจะเป็นการสร้างเศรษฐกิจใหม่และรายได้เข้าสู่ประเทศในรูปแบบใหม่ หลายคนพูดถึง “Soft Power” แต่จะมีกี่คนที่เข้าใจจริงๆว่าไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องมีความร่วมมือกันในหลายภาคส่วนเพื่อทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น เราควรต้องเอาคนที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมด้านนี้มาร่วมมือกันในการพัฒนาต่อยอดให้เกิดเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งก่อนที่ “ดร.ณรงค์” จะเข้ามารับตำแหน่งคณบดีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มีอาชีพเป็นนักแต่งเพลงประจำวงออเคสตราในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นศิลปินนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียง ได้รับรางวัลใหญ่ระดับนานาชาติอย่างมากมาย จึงเชื่อมั่นได้ว่า “ดร.ณรงค์” จะสามารถช่วยพัฒนาสถาบันการศึกษาของไทยให้ไปสู่ระดับนานาชาติได้ คนไทยส่วนมากสร้างงานสร้างสรรค์เพื่อขายในประเทศ ทำให้การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเรายังไม่เป็นที่ยอมรับ และไม่ได้สร้างรายได้ให้กับประเทศเท่าที่ควร เรามีความหวังว่าจะปลูกฝังให้ทุกคนคิดถึงตลาดในระดับนานาชาติตั้งแต่เริ่มต้นที่จะสร้างงาน เพื่อจะขยายโอกาสในการพัฒนาและสร้างผลกระทบที่ดีให้กับประเทศ นั่นคือเหตุผลหลักที่เราสนับสนุนการดำเนินงานของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลมาโดยตลอด” ด้าน “ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ” กล่าวเสริมว่า “คุณหญิงปัทมาเป็นผู้ที่มีความตั้งใจดี ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างมาก ท่านส่งเสริมกิจกรรมหลากหลายด้าน ทั้งด้านกีฬา, ดนตรี, ศิลปวัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของสังคม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับสังคมไทย สำหรับวงดนตรีของเราคุณหญิงปัทมาให้การสนับสนุนทั้งด้านทุนทรัพย์และการดำเนินงาน มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ผมชื่นชมในความสามารถและการอุทิศตนของคุณหญิง ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีมาก มักจะคิดถึงความสุขของคนอื่น และคิดถึงประเทศชาติก่อนเสมอ ท่านคือกำลังใจสำคัญในการทำงานของพวกเรา ท่านมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้สังคมไทยได้เข้าถึงวัฒนธรรมดนตรีคลาสสิกไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงส่วนตัว แต่เพื่อผลประโยชน์ของคนไทยและสังคมไทยอย่างแท้จริง” หากเอ่ยถึงสถาบันดนตรีระดับแนวหน้าของประเทศไทย คงไม่มีสถาบันใดจะโด่งดังและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศเท่า “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล” ซึ่งก่อตั้งจากความมุ่งมั่นของ “รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข” ตั้งแต่ปี 2537 โดยได้วางรากฐานสำคัญๆให้วงการดนตรีประเทศไทยหลากหลายด้านมาตลอดเวลากว่า 2 ทศวรรษ มาในยุคของการผลัดใบเมื่อส่งไม้ต่อให้คนรุ่นหลังอย่าง “ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ” ซึ่งกวาดรางวัลการประพันธ์ดนตรีคลาสสิกระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ก็สามารถแสดงบทบาทได้อย่างน่าทึ่ง และพร้อมจะใช้ประสบการณ์ผลักดันสถาบันดนตรีของเมืองไทยให้เจิดจรัสเป็นเพชรน้ำงามบนเวทีระดับโลก “ตอนอยู่อเมริกาผมมีอาชีพเป็นนักแต่งเพลงคลาสสิกสำหรับวงออเคสตรา ทำงานให้วง “แปซิฟิก ซิมโฟนี” ที่ออเรนจ์ เคาน์ตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นวงใหญ่อันดับสามของรัฐ รองมาจาก “ซานฟรานซิสโก ซิมโฟนี” และ “ลอสแอนเจลิส ฟิลฮาร์โมนิก” นอกจากทำงานให้วงแล้ว ผมยังทำงานด้านสังคมให้วงด้วย โดยตั้งโครงการ “Young Composer Program” สำหรับเด็กตั้งแต่ประถมปลายจนถึงมัธยมปลาย เพื่อเป็นตัวแทนเข้าไปหาชุมชน ทำการสัมภาษณ์และแต่งเพลงให้ชุมชน งานนี้ทำให้ผมต้องเดินทางไปหลายสิบแห่งในออเรนจ์ เคาน์ตี้ และพูดคุยกับคนหลายร้อยคนเพื่อหาแรงบันดาลใจในการสร้างเพลงให้เมือง อย่างไรก็ดี การที่ผมเข้ามารับบทคณบดีคนที่สองของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เมื่อปลายปี 2560 ถือเป็นหน้าที่หนักอึ้ง ทำอย่างไรเราจะทำสถาบันที่ดีอยู่แล้วให้เติบโตยิ่งใหญ่กว่าเดิม ทำอย่างไรวิทยาลัยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืน ผมศรัทธากับการทุ่มเทของ “อาจารย์สุกรี” จึงตัดสินใจกลับมาทำงานที่เมืองไทย เพราะคำว่าคนไทย เราควรได้กลับมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ ไม่ใช่เห็นแค่ประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก โดยผมมุ่งมั่นว่าจะทำให้วิทยาลัยดุริยางคศิลป์เป็นสถาบันดนตรีชั้นนำระดับนานาชาติให้ได้”...“ดร.ณรงค์” ย้ำถึงความตั้งใจเกินร้อย สำหรับความสำเร็จล่าสุด ที่สามารถพา “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล” ขึ้นทำเนียบท็อป 50 มหาวิทยาลัยด้านศิลปะการแสดงที่ดีที่สุดของโลก ด็อกเตอร์หนุ่มไฟแรงเผยว่า “ความสำเร็จครั้งนี้เป็นเรื่องน่าภูมิใจ เป็นการทำงานร่วมกันของทุกคนในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ต้องขอบคุณผู้บริหารมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะ “อธิการบดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ” ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการสนับสนุนการพัฒนาด้าน “Performing Arts” อย่างจริงจังและเข้าใจ เนื่องจากสาขาดนตรีแตกต่างจากสาขาวิชาต่างๆในมหาวิทยาลัย ทำให้การพัฒนาของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์เป็นไปอย่างก้าวกระโดดได้ ดูผิวเผินอาจคิดว่าการที่มหาวิทยาลัยมหิดลสนับสนุน “Performing Arts” ก็เพื่อหวังการจัดอันดับที่ดี แต่ในความเป็นจริงเราต้องการสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติให้กับสาขาวิชานี้ เพื่อส่งเสริมการพัฒนา “Soft Power” ของประเทศไทยให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ที่เห็นโอกาสและสนับสนุนมาตลอดคือ “คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล” และ “ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล” การที่จะเชื่อมั่นในวิทยาลัยของเรามาอย่างยาวนานเช่นนี้ ต้องใช้มากกว่าความรักในด้านดนตรี แต่ต้องมีความเชื่อในศักยภาพขององค์กรและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างแท้จริง” “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์” มีอายุ 28 ปีแล้ว นอกจากการสร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติโดยตั้งเป้าว่าจะติดท็อป 25 มหาวิทยาลัยโลก ภายใน 3 ปีข้างหน้า เราควรมุ่งไปถึงการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชมและประเทศชาติด้วย ผมฝันว่าจะปลุกปั้นให้ “นครปฐม” ที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้เป็นเมืองดนตรีของโลก ผ่านการรับรองจากยูเนสโกในอนาคตอันใกล้นี้.ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ