ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุ่มเงินมหาศาลนับล้านล้านบาท ทำสงครามกับอิหร่านเอาใจยิวอิสราเอล ชาวอเมริกันกลับอดอยากขาดแคลนอาหาร เด็กอเมริกันที่ยากจนจำนวนมากเข้าไม่ถึงอาหาร ต้องอดมื้อกินมื้ออย่างไม่น่าเชื่อ นี่คือสภาพสังคมในสหรัฐอเมริกามหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ข้อมูลวิจัยของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก (New York Fed) ยืนยันว่า ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร (Food Security) เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังแข็งแกร่งก็ตาม ส่งผลให้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ ร่วงลงเหลือ 37% ต่ำสุดใหม่ในสมัยที่สองข้อมูลนี้มาจากผลสำรวจ Survey of Consumer Expectation ของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก เพื่ออัปเดตข้อมูลผลกระทบทางการเงินที่เคยศึกษาในยุคโควิด-19นักวิจัยนิวยอร์กเฟดพบว่า มีชาวอเมริกันจำนวนมากขึ้นที่กำลังเผชิญกับปัญหาการเข้าถึงอาหาร เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.–มิ.ย. ปี 2563 (ช่วงโควิดระบาด) หลายครัวเรือนต้องนำเงินออมออกมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน บางครอบครัวประสบปัญหาอาหารไม่เพียงพอ เด็กในบ้านต้องอดบางมื้ออาหาร หรือจำเป็นต้องพึ่งพาอาหารบริจาค และโครงการช่วยเหลือด้านโภชนาการของรัฐบาล “เราพบการเพิ่มขึ้นของปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ผู้มีการศึกษาต่ำ และครอบครัวที่มีเด็กเล็ก” นักวิจัยของนิวยอร์กเฟดบอกกับ CNNนี่คือ “มุมมืดในสหรัฐฯ” ประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกและร่ำรวยที่สุดในโลกนักวิจัยธนาคารกลางสหรัฐฯยังระบุอีกว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และความมั่งคั่งในสหรัฐฯ มีมานานแล้ว แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากลับแตกต่างกันมากขึ้น จนถูกเรียกว่า “เศรษฐกิจรูปตัวเค” (K–shaped Economy) เหมือนกับสภาพเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ ระบบเศรษฐกิจในลักษณะนี้ “คนมีรายได้สูง” ซึ่งอยู่ด้านบนของตัว K ได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นที่พุ่งขึ้น (ปิดตลาดวันศุกร์ 29 พ.ค. ดัชนีหุ้นดาวโจนส์พุ่งทะลุไปกว่า 5,100 จุด) มูลค่าบ้านที่เพิ่มขึ้น และการรีไฟแนนซ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วงดอกเบี้ยต่ำส่งผลให้ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้นในทางกลับกัน “คนมีรายได้น้อย” ซึ่งอยู่ด้านล่างของรูปตัว K กลับต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเงินรุนแรงขึ้น จากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น นับตั้งแต่ ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯร่วมกับอิสราเอลเปิดศึกทำสงครามกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นแล้ว 50% กระทบไปถึงต้นทุนอาหารนักวิจัยธนาคารกลางสหรัฐฯระบุด้วยว่า ภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ประกอบกับการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือจากยุคโควิด ทำให้ความกังวลเรื่อง “ความไม่มั่นคงทางอาหาร” กลับมาอีกครั้งในกลุ่มประชากรที่มีรายได้น้อย ข้อมูลเฟดระบุว่า เดือน ก.พ.2569 ครัวเรือน 10% ที่ตอบแบบสำรวจบอกว่า “มีอาหารไม่เพียงพอ” เพิ่มขึ้นจาก 4% ในเดือน มิ.ย.2563 และ สัดส่วนผู้ที่ต้องพึ่งพาอาหารบริจาคก็เพิ่มขึ้นเป็น 15.8% จากเดิม 10.6% ขณะเดียวกัน ชาวอเมริกันกลุ่มที่มีรายได้น้อยต้องพึ่งพาการช่วยเหลือทางอาหารจากโครงการ SNAP หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แสตมป์อาหาร” (Food Stamps) เพิ่มขึ้นเป็น 17.9% จาก 10.6% และมากกว่า 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสำรวจ หรือ 36.8% ระบุว่าต้องนำเงินออมออกมาใช้จ่ายเพื่อประคองค่าใช้จ่ายประจำวันนี่คือ ความจริงอันเจ็บปวดของชาวอเมริกันนับ 100 ล้านคน จากประชากร 350 ล้านคน ในยุคที่มีผู้นำประเทศชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่พวกเขาเลือกขึ้นมาเป็นผู้นำเองข้อมูลล่าสุด 29 พ.ค. กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เพิ่งแถลงตัวเลข เงินเฟ้อเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้น 3.8% สูงสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ พ.ค.2566 บั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือนอเมริกันให้แย่ลงไปอีก ทำให้รายได้แท้จริงหลังหักเงินเฟ้อลดลงไปอีก 1.1%ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน สภาพชาวอเมริกันวันนี้ ก็ลำบากไม่แพ้ชาวไทยเหมือนกัน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม