ความรุนแรงความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ระลอกนี้ หากตั้งข้อสังเกตว่าถ้ามาจาก “แกนนำรุ่นใหม่” ที่ต้องการ “สร้างผลงาน” เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเต็มตัว ก็เท่ากับว่าสวนทางกับยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ของรัฐบาลปัจจุบันที่เน้นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจและการประนีประนอมปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...นี่คือโจทย์หินข้อใหม่?มุมมองนักวิชาการสันติวิธี เปิดมุมมองส่วนตัวสะท้อนภาพ ประเด็นพิสูจน์ฝีมือและแย่งชิงพื้นที่แกนนำรุ่นใหม่จำเป็นต้องสร้าง “ผลงาน” เพื่อยอมรับในหมู่ขบวนการ ถ้ากลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบมีส่วนไม่มากก็น้อย นับจากกรณีการโจมตีเป้าหมายที่มีการคุ้มกันสูง เช่น สส. หรือตำรวจคือการประกาศว่า...พวกเขามีขีดความสามารถทางทหารที่เหนือกว่ารุ่นก่อนในขณะที่แกนนำรุ่นเก่าอาจเริ่มโอนอ่อนตามเงื่อนไขบนโต๊ะเจรจาสันติภาพ การปฏิบัติการที่รุนแรงและแหวกแนวของรุ่นใหม่สะท้อนถึงการปฏิเสธข้อตกลงเหล่านั้น และต้องการกำหนดเงื่อนไขใหม่ด้วยกำลัง...ตัดขาดจากกรอบการเจรจาเดิมพลิกแฟ้มย้อนคดี เงื่อนงำสำคัญเรื่อง “รถราชการ” ที่เกี่ยวพันในคดีใช้ในการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ อาจเผยให้เห็นกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น เริ่มจากการสร้างสภาวะความหวาดระแวงซ้ำซ้อน “ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร...มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปพัวพันจริงๆหรือไม่มากน้อย ผลลัพธ์ทางจิตวิทยาที่ขบวนการต้องการได้เกิดขึ้นแล้ว คือชาวบ้านไม่รู้ว่าใครเป็นใคร และเกิดความไม่ไว้วางใจต่อกลไกของรัฐอย่างรุนแรง”นี่คือยุทธวิธี “ยืมมือรัฐ” และความแยบยลเชิงจิตวิทยาประเด็นสำคัญต่อมา...การโจมตีเป้าหมายอ่อนแอยิงภรรยาตำรวจที่อุ้มลูกทารก เป็นการบีบให้เจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายความมั่นคงเกิดความโกรธแค้น อาจนำไปสู่การเทหมดหน้าตักเพื่อ “ปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม” อย่างรุนแรง ซึ่งหากรัฐก้าวพลาดจนเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนระลอกใหม่ “...แกนนำรุ่นใหม่จะใช้ประเด็นนี้เป็นเชื้อไฟในการระดมมวลชนแนวร่วมรุ่นใหม่ได้ทันที บีบให้รัฐใช้มาตรการรุนแรงตอบโต้ ถ้าก้าวพลาดก็เข้าทาง”ถึงตรงนี้บทสรุปที่ต้องเน้นย้ำมีว่า “ไฟใต้” ระลอกนี้จึงไม่ใช่ แค่เรื่องของความเกลียดชังในอดีต แต่เป็น “เกมการเมืองและการทหารระดับสูง” ที่แกนนำรุ่นใหม่ใช้ประวัติศาสตร์บาดแผลมาเป็นเครื่องมือดิสเครดิตอำนาจรัฐจากส่วนกลางอย่างจงใจ “รัฐ”...ต้องปลดล็อกหักล้างวาทกรรม “รัฐไทยกดขี่” ในทุกๆมิตินักวิชาการสันติวิธีรายเดิมตั้งข้อสังเกตไว้อีกว่า ข้อวิเคราะห์ทางการทหารและจิตวิทยาความมั่นคงบ่งชี้ว่า “ไฟใต้ระลอกปี 2569” ได้ยกระดับจาก “สงครามกองโจรเพื่ออุดมการณ์ชาติพันธุ์แบบดั้งเดิม” กลายสภาพสู่ “สงครามพันทาง” และ “สงครามจิตวิทยาเชิงโครงสร้าง” อย่างเต็มรูปแบบ“แกนนำรุ่นใหม่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความเกลียดชังในอดีตเป็นตัวตั้ง แต่นำบาดแผลทางประวัติศาสตร์มาเป็นวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเดินเกมการเมืองและการทหารระดับสูง โดยมีหัวใจหลักคือยุทธวิธียืมมือรัฐ”ยุทธวิธีนี้ไม่ใช่การรบเพื่อเอาชนะกำลังทหาร แต่คือการ “จงใจออกแบบพฤติกรรมล่วงหน้า เพื่อบีบให้รัฐต้องตอบโต้ในแนวทางที่ขบวนการต้องการ”...กลุ่มติดอาวุธโจมตีเป้าหมายระดับสูง(สส./ตร.)...บีบให้เกิดแรงกดดันทางการเมือง...รัฐบาลส่วนกลางสั่งเพิ่มกำลังเข้มงวด ปิดล้อมตรวจค้น...เข้มข้นมากขึ้นตอกย้ำผลลัพธ์เชิงจิตวิทยา...ประชาชนในพื้นที่เกิดความหวาดระแวง รู้สึกถูกกดขี่ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ ขบวนการได้ “แนวร่วมใหม่” โดยไม่ต้องออกแรงโฆษณาชวนเชื่อถ้าบีบให้รัฐบาลส่วนกลางตกใจและเสียหน้า จนต้องสั่งการให้ใช้ “ยาแรง” หรือมาตรการทางทหารที่เข้มข้นขึ้น...ถ้ามีการส่งทหารพรานหรือหน่วยความมั่นคงลงไปปิดล้อม ตรวจค้น หรือจำกัดเสรีภาพของประชาชน ยุทธวิธี “ยืมมือรัฐ” จะบรรลุผลทันที เพราะภาพการติดอาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐจะไปกระตุ้น “ภาพจำความเจ็บปวดในอดีต” ให้ฟื้นคืนกลับมาในความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ประเด็นสำคัญที่ต้องเน้นย้ำ...แกนนำรุ่นใหม่มีความเข้าใจในจิตวิทยามวลชนและสื่อสารมวลชนยุคดิจิทัลสูงกว่ารุ่นก่อนมาก พวกเขาไม่ได้ต้องการซ่อนตัวในป่า แต่ต้องการ “พื้นที่สื่อ”การทำประวัติศาสตร์ให้เป็นอาวุธ...พวกเขาหยิบยกวันครบรอบเหตุการณ์ตากใบหรือกรือเซะ มาทำการตลาดทางการเมือง ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงวัยรุ่น โดยสร้างเรื่องเล่าว่า... “ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี รัฐไทยก็ยังใช้ความรุนแรงกับคนมลายูเหมือนเดิม”ในภาพรวมทั้งหมดเป็นเช่นนี้...เป็นการส่งสัญญาณเชิงจิตวิทยาว่า “ระบบสภาและกลไกสันติภาพบนโต๊ะเจรจาไม่สามารถปกป้องใครได้จริง” มีเพียงการจับอาวุธต่อสู้เท่านั้นที่เป็นทางออกเดียวจับตาสมการ “ได้เปรียบ–เสียเปรียบ” ของทั้งสองฝั่ง ความได้เปรียบของแกนนำรุ่นใหม่คือควบคุมจังหวะเกม...ขบวนการเป็นฝ่ายเลือกเวลา สถานที่และเป้าหมายได้เอง ต้นทุนต่ำแต่สร้างผลกระทบสูงดิสเครดิตรัฐบาลพลเรือน...สามารถพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า รัฐบาลส่วนกลางไม่มีอำนาจบังคับบัญชากองทัพภาคที่ 4 ได้เบ็ดเสร็จ เกิดความลักลั่นระหว่างนโยบายการทูตของรัฐบาล กับการปฏิบัติการตาต่อตาฟันต่อฟันของทหารในพื้นที่ ส่วนความเสียเปรียบของแกนนำรุ่นใหม่ก็มีคือเสี่ยงสูญเสียมวลชนแนวราบ การเปิดหน้าชกทางการเมืองระดับสูง อาจทำให้กลุ่มทุนมืด (น้ำมันเถื่อน/ยาเสพติด) ที่เคยเป็นท่อน้ำเลี้ยงถอยห่างเพราะไม่ต้องการถูกเพ่งเล็งจากระบบสืบสวนส่วนกลางฟากฝั่ง “รัฐ (ส่วนกลาง)”...ตกหลุมพรางความมั่นคง หากยังแก้ปัญหาด้วยปฏิกิริยาตอบสนองทางทหารมากกว่าทางยุทธศาสตร์ พอเกิดเหตุก็ส่งกำลังเพิ่มก็เข้าทางยุทธวิธี “ยืมมือรัฐ” ทันที.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม