เมื่อผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ เริ่มตั้งแต่กลับมาขายเหล้า 3 พฤษภาคม 2563 ก็แห่กันไปซื้อเช่นเป็นของจำเป็นต่อชีวิต เงินที่รัฐบาลนำมาแจกเพื่อใช้พยุงชีพ มากเท่าไหร่กันที่ลงไปสู่เหล้า ปัญหาเริ่มมาเมื่อไม่เคารพกฎหมาย ไม่ควบคุมตนเองหลังเมาแทนที่จะนอน กลับเลือกที่จะตีกัน ขับรถ ขี่มอเตอร์ไซค์ สุดท้ายภาระก็ตกมาสู่โรงพยาบาล ซึ่งเห็นได้ชัดตั้งแต่วันแรกที่กลับมาขายเหล้าไม่ใส่หมวกกันน็อก รถล้ม สมองเลือดออก สุดท้ายเสียชีวิต ที่ไม่เสียชีวิตก็พิการเมื่อดีขึ้นก็ยังคงพิการ ต้องให้พ่อหรือแม่ที่อายุมากแล้วป้อนข้าว เช็ดตัวให้ทุกๆวัน แทนที่จะดูแลพ่อแม่ ภาวะบาดเจ็บทางสมองคือภาวะบาดเจ็บจากแรงภายนอกกระแทกที่กะโหลกศีรษะ ทำให้เกิดความผิดปกติของการทำงานของสมอง แบ่งความรุนแรงออกเป็น ระดับน้อยคือคะแนน GCS 13–15 ณ เวลาเกิดเหตุหรือ สับสนและ/หรือหมดสติน้อยกว่า 30 นาทีระดับกลางคือคะแนน GCS 9–12 ณ เวลาเกิดเหตุหรือสับสนและ/หรือหมดสติมากกว่า 30 นาที แต่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ระดับรุนแรงมากคือคะแนน GCS 3–8 ณ เวลาเกิดเหตุ หรือสับสนและ/หรือหมดสติมากกว่า 6 ชั่วโมงเมื่อเกิดเหตุขึ้นส่วนมากแล้วก็ไปโรงพยาบาลไปให้หมอตรวจและก็ไปทำแผล แต่บางรายลื่นล้มหัวปูดนิดหน่อย ไม่หมดสติ จำเหตุการณ์ได้ทุกอย่างไม่มีอ่อนแรง ไม่มีโรคประจำตัวที่ทำให้เลือดแข็งตัวไม่ดี ไม่ได้กินยาที่เพิ่มโอกาสเลือดออกเหล่านี้ถ้าไม่ไปโรงพยาบาล และจะดูอาการตัวเองอยู่ที่บ้านก็ไม่ว่ากันแต่ต้องไม่อยู่คนเดียว สิ่งที่ต้องเฝ้าดูคือเมื่อไหร่มีปวดหัวทั่วๆทวีความแรง มีอาเจียนมากกว่าหนึ่งครั้งจะต้องมาโรงพยาบาลกลับกันสำหรับบางคนที่ไปโรงพยาบาล ถ้าไม่มีความเสี่ยงที่กล่าวไป ไม่มีสับสน ไม่มีเกร็งกระตุก อายุน้อย ไม่ควรทำคอมพิวเตอร์สมอง เพราะไม่จำเป็น และรังสีที่ได้ไปจะเพิ่มความเสี่ยงสมองเสื่อมตอนแก่ ส่วนแพทย์เองในผู้อายุเกิน 65 ปี ถ้าล้มลงพื้นราบหรือหัวกระแทกที่กลไกไม่รุนแรง ไม่มีแผลเหวอะหวะ ไม่มีความจำหายไป และไม่หมดสติ ไม่มี ข้อบ่งชี้ในการทำสแกนสมองครับ คะแนน Canadian CT head rule เหมาะในการนำมาใช้ ต่อเมื่อมีสูญเสียความจำ หมดสติ หรือสับสนกลับมาที่ผู้ป่วยเกิดอุบัติเหตุรุนแรงและหมดสติเป็นเวลานาน กลุ่มนี้ต้องสแกนสมองแน่นอน แต่หลังจากนั้นล่ะบางรายหมดสติหลายวันก็ยังไม่ตื่น อยู่ในโคม่า การจะประเมินว่าคนไข้รู้ตัวระดับไหนทำได้ยาก และจะบอกว่าคนไข้รายนี้จะตื่นหรือไม่ตื่นยิ่งทำได้ยากเข้าไปใหญ่การประเมินที่แม่นยำมีส่วนสำคัญในการเลือกการรักษา การควบคุมความเจ็บปวดและการตัดสินใจว่าจะสู้แค่ไหนหรือจะทำให้สบายที่สุดและให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะส่วนใหญ่เมื่อผ่านไปสองอาทิตย์ ถ้าไม่ตื่นไม่ลืมตา (Coma) โอกาสที่จะมีการติดเชื้อแทรกซ้อนและเสียชีวิตก็สูงขึ้นตามกัน ที่รอดส่วนมากจะไปสองแบบแบบแรกก็ลืมตาตื่นแต่ไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว (Unre- sponsive wakefulness syndrome หรือที่เคยรู้จักว่า vegetative state) ซึ่งแปลว่าก้านสมองยังใช้งานได้ดีอีกแบบก็ดีกว่าหน่อยเพราะตื่นและมีการตอบสนองต่อเสียงเรียกและสิ่งแวดล้อมรอบตัว (minimally conscious state) แปลว่าก้านสมองใช้งานได้ดีแต่สมองส่วนบนและเยื่อหุ้ม (cortex) ยังทำงานได้ไม่ดี นักวิจัยกลุ่มหนึ่งจึงพยายามหาวิธีตรวจเพื่อคาดการณ์ว่าคนคนนี้จะมีโอกาสตื่นขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ไหม โดยใช้กลิ่นเป็นตัวช่วยสำคัญ เราลองนึกภาพดมกลิ่นกุหลาบจากนั้นไปดมกลิ่นขยะเน่าการหายใจของเราย่อมเปลี่ยนไปตามกลิ่น แต่ที่การหายใจเราเปลี่ยนไปตามกลิ่น นอกจากตัวรับกลิ่นที่โพรงจมูกแล้ว เราจะต้องสามารถรู้ด้วยว่ากลิ่นนั้นหอม หรือเหม็น ถ้าสามารถรู้ได้ก็แปลว่ามีการรับรู้ถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวและใช้ความคิดได้จึงนำไปสู่การเปลี่ยนการหายใจกระบวนการนี้จำเป็นจะต้องมีสมองส่วนบนที่สามารถทำงานได้ดี การวิจัย ลงตีพิมพ์ในวันที่ 29 เมษายน 2563 ในนิตยสารเนเชอร์ (nature) เรื่อง Olfactory sniffing signals consciousness in unresponsive patients with brain injuries โดยศึกษาในคนไข้ 43 รายหลังจากเกิดสมองเสียหายรุนแรงไม่ว่าจากประสบอุบัติเหตุ เส้นเลือดในสมองตีบ หรือจากสมองขาดอากาศ จากนั้นวัดลมที่เข้าออกจมูกในช่วงเวลาปกติ เทียบกับเมื่อให้ดมกลิ่นแชมพูหอมๆ และกลิ่นปลาเน่าผลปรากฏว่า กลุ่มคนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัย Unresponsive wakefulness syndrome มีการเปลี่ยนแปลง การหายใจน้อยกว่า กลุ่ม minimally conscious state และมีนัยสำคัญทางสถิตินอกจากนั้น เมื่อมาดูคนในกลุ่ม Unresponsive wakefulness syndrome ที่มีการเปลี่ยนแปลงการหายใจ ผลปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไปคนกลุ่มย่อยนี้อาการเริ่มดีขึ้น มีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมและเมื่อตอบสนองดีขึ้นก็มีอยู่ได้นานกว่า ส่วนคนที่ไม่มีการตอบสนองต่อกลิ่นนั้น สุดท้ายก็ไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดิม ข้อจำกัดของการวิจัยนี้คือเราก็ไม่รู้ว่า ตอนแบ่งกลุ่มนั้นเค้าแบ่งได้ถูกต้องแค่ไหนเพราะการวินิจฉัยโรคนี้ให้แม่นยำเป็นเรื่องยาก จริงๆแล้วคนที่ตอบสนองอาจจะมีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้วก็ได้แต่วินิจฉัยผิด อย่างไรก็ตามถ้าการวิจัยนี้แม่นยำสามารนำมาใช้ได้จริง ในอนาคตก็จะสามารถผลิตเครื่องวัดการหายใจและประมวลผล เพื่อบอกโอกาสการตื่นของคนไข้ที่ได้รับการบาดเจ็บทางสมองทั้งนี้ เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำขึ้นและการแบ่งทรัพยากรที่คุ้มค่าที่สุดครับ ขอบคุณครับ.หมอดื้อ