สถานการณ์ภัย “ฟ้าผ่า” ทั้งในประเทศไทยและระดับโลกจนถึงปัจจุบันปี 2569 พบว่าพฤติกรรมและความรุนแรงของฟ้าผ่าได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี “ภาวะโลกร้อน (Global Warming)” และการเปลี่ยนผ่านสภาพอากาศเข้าสู่สภาวะสุดขั้วเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหลักรายงานประจำปีเกี่ยวกับสายฟ้าโลกและสถิติจากเครือข่ายตรวจจับสภาพอากาศชั้นนำระบุตรงกันว่า สัญญาณการเกิดฟ้าผ่าทั่วโลกทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน เรียกว่า...ทุบสถิติในรอบ 8 ปีตัวอย่างเด่นชัดจากรายงานปีที่ผ่านมา ระบบสามารถตรวจจับการเกิดประจุไฟฟ้าและฟ้าผ่าเฉพาะในทวีปอเมริกาได้สูงถึง 252 ล้านครั้ง (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 20%) ขณะที่ทั่วโลกมีเหตุการณ์วาบแสงและฟ้าผ่ารวมกันทะลุ 2,000 ล้านครั้งต่อปี “กฎ 1 องศาเซลเซียส เท่ากับฟ้าผ่าเพิ่ม 12%”...ทีมนักวิทยาศาสตร์และสถาบันวิจัยด้านภูมิอากาศระดับโลกยืนยันสมการความเชื่อมโยงนี้เอาไว้ว่า...“ทุกๆ 1 องศาเซลเซียสที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ความถี่ในการเกิดฟ้าผ่าทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 12%”เนื่องจากความร้อนทำให้เกิดการระเหยของน้ำและสร้างมวลอากาศร้อนที่แปรปรวน ดันให้เมฆฝนคะนองเติบโตได้รุนแรงและสะสมประจุไฟฟ้าได้มากกว่าปกติ และน่าสนใจด้วยว่า วิกฤติ “ฟ้าผ่าอาร์กติก”...บริเวณขั้วโลกเหนือและเขตอาร์กติกซึ่งเคยเป็นพื้นที่ที่แทบไม่เคยมีฟ้าผ่าปัจจุบัน (ปี 2569) มีรายงานว่าอัตราการเกิดฟ้าผ่าเหนือเส้นรุ้ง 65 องศาเหนือ เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าในรอบทศวรรษ ส่งผลให้เกิดไฟป่าในทุ่งทุนดราและป่าสนแถบแคนาดา...ไซบีเรียอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนพลิกแฟ้มข้อมูลสถานการณ์ในประเทศไทย “พายุฤดูร้อน 2569 ร้อนจัด ดุดัน และผ่าแรงขึ้น” มากน้อยอย่างไร ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุว่า สภาพอากาศในไทยช่วงปี 2568 ถึงกลางปี 2569 มีการเปลี่ยนผ่านจากปรากฏการณ์ “ลานีญา” เข้าสู่ “เอลนีโญ” ระลอกใหม่ ทำให้สภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนักเมื่อความร้อนปะทะความชื้น ในปี 2569 อุณหภูมิเฉลี่ยในประเทศไทยตอนบนช่วงฤดูร้อนพุ่งสูงมากเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่ (อุณหภูมิสูงสุดในหลายพื้นที่แตะ 36-43 องศาเซลเซียส) เมื่อมวลอากาศร้อนจัดสะสมตัวต่อเนื่อง แล้วทำปฏิกิริยากับลิ่มความกดอากาศสูงหรือความชื้นที่แผ่เข้ามาผลทำให้เกิด “พายุฤดูร้อน” ที่มีความดุดันสูง มีลักษณะของลมกระโชกแรงลูกเห็บตกและอัตราการเกิดฟ้าผ่าแบบถี่และรุนแรงขึ้นในระยะเวลาอันสั้น...สอดคล้องกับข้อมูลการเฝ้าระวังที่ชี้ว่า ปัจจุบันภัยจากฟ้าผ่าในประเทศไทยไม่ได้ลดลงเลย มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเฉลี่ยหลายสิบรายและมีผู้เสียชีวิตทุกปีโดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร...ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่โล่งแจ้ง ภาคเหนือ...ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เชียงใหม่, ลำพูน, ตาก, เลย, ชัยภูมิ, นครราชสีมา เป็นพื้นที่ที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงและเกิดฟ้าผ่าลงสู่พื้นดินถี่ที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล ตอกย้ำเหตุฟ้าผ่า “ไรเดอร์” ขณะวิ่งรถผ่านบริเวณสะพานต่างระดับรัชวิภา ลงกลางหมวกกันน็อก สร้อยคอขาด เจ้าตัวบาดเจ็บ เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลรักษาศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ให้ความรู้ไว้ว่า กรณีนี้ไม่ได้มีวัตถุใดเป็นตัวล่อ ตัวดึงดูดให้ฟ้าผ่า เป็นเพียงแค่ความโชคร้ายที่รถอยู่ในจุดสูงเด่น (สะพานยกระดับ) และวิ่งมาตรงจุดที่ฟ้าบังเอิญผ่าลงมาพอดี“ไม่โดนคันนี้ ก็โดนรถคันอื่นที่วิ่งผ่านตรงนั้น”วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่กับคนขับมอเตอร์ไซค์คันนี้ ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่สื่อล่อให้ฟ้าผ่า ถ้าคิดว่าโลหะจะล่อฟ้าผ่าตัวรถจักรยานยนต์ทั้งคันยังน่าสงสัยมากกว่า แต่เพราะความบังเอิญอันเนื่องจากรถมอเตอร์ไซค์กำลังอยู่ในที่โล่งแจ้งบนสะพานสูงขณะฝนตก ซึ่งเป็นหนึ่งในบริเวณที่มีความเสี่ยงในการถูกฟ้าผ่าคือ...พื้นที่สูงเด่นที่ประจุไฟฟ้าในอากาศจะเคลื่อนที่มาตามเส้นทางที่สั้นที่สุดลงสู่พื้นดินและมักจะผ่านวัตถุที่อยู่ในจุดสูงเด่นที่สุดของบริเวณนั้นส่วนที่เห็นว่าเกิดรอยไหม้บนตัวผู้เคราะห์ร้าย เป็นรอยตามแนวเส้นสร้อยคอ แล้วทำให้คิดว่าสร้อยคอล่อฟ้าผ่านั้น จริงๆแล้วเกิดจากการที่โลหะของสร้อยคอได้รับกระแสไฟฟ้า มีการเหนี่ยวนำให้เกิดความร้อนสะสมขึ้น จนทำให้เกิดแผลไหม้รุนแรงให้เห็น“...ไม่ต่างกับกรณีของโทรศัพท์มือถือไหม้เกรียมหรือระเบิดเมื่อถูกฟ้าผ่า ซึ่งก็เป็นผลจากกระแสไฟฟ้าของฟ้าผ่า ไม่ใช่ว่าโทรศัพท์จะล่อให้ฟ้าผ่าลงมา”ดังนั้น ในช่วงฤดูฝนนี้ ผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรจะต้องหลีกเลี่ยงการขับขี่ไปบนที่สูงเด่น ดังเช่นกรณีของสะพานต่างระดับแบบนี้ หรือที่โล่งแจ้ง เช่น เส้นถนนโดดเดี่ยว ทุ่งนา ถ้าเป็นไปได้ควรหยุดพักหาที่หลบฝนที่มั่นใจว่าปลอดภัย เช่น เป็นอาคารแข็งแรง หรือใต้โครงสร้างสะพานอย่าไปจอดหลบใต้ต้นไม้หรือป้ายโฆษณา ซึ่งมักจะเสี่ยงถูกฟ้าผ่า หรือแม้แต่จะหักโค่นทับได้ ส่วนการใช้โทรศัพท์มือถือนั้น อย่างที่เน้นแล้วว่าทั้งตัวของเครื่องโทรศัพท์ หรือสัญญาณโทรศัพท์ จะไม่ได้ล่อฟ้าผ่าอย่างที่เข้าใจผิดกัน แต่ก็มีความเสี่ยงอันตรายถ้าเกิดมีฟ้าผ่าใกล้ๆ แล้วมีการเหนี่ยวกระแสไฟฟ้าขึ้นในอากาศ...จนทำให้โทรศัพท์มือถือเกิดการลัดวงจรหรือระเบิดขึ้น เป็นอันตรายต่อใบหน้าขณะที่โทร.ได้ในยุคที่สภาพอากาศคาดเดายาก หากเกิดพายุฝนหนัก... ฟ้าแรง ให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง และไม่ชูวัตถุใดๆขึ้นเหนือศีรษะเสมือนเป็นเสาโทรศัพท์ ล่อสายฟ้าผ่าลงมาที่จุดสูงสุดนั้น.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม