ดาวเคราะห์น้อยโอมูอามูอา Credit : European Southern Observatory / M.Kornmesserเมื่อเร็วๆ นี้มีภาพยนตร์เกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศเรื่อง แอด แอสตร้า (Ad Astra) ที่เข้าฉายเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนจะลาโรงออกไป คำวิจารณ์ส่วนใหญ่ก็ออกมาในเชิงบวกว่านี่เป็นการแสดงที่ดีที่สุดของแบรด พิตต์ ในหนังแนวเมโลดรามา และถึงเรื่องจะดูเกินจินตนาการไปสักหน่อย นั่นคือมีนักบินอวกาศคนหนึ่งขับยานอวกาศตะลุยผ่านดาวเคราะห์เพื่อนบ้านหลายดวงไปยังดาวเนปจูนที่อยู่สุดขอบระบบสุริยะ เพื่อตามหาพ่อที่สาบสูญแบบในภาพยนตร์ แต่ความก้าวหน้าของงานวิจัยด้านอวกาศและการสร้างเทคโนโลยีรวมถึงเครื่องมืออันทรงพลังในโลกแห่งความจริง ทำให้ไม่อาจปฏิเสธว่าในอนาคตข้างหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์มีโอกาสจะเกิดขึ้นจริงเช่นกัน ภาพแสดงการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์น้อยโอมูอามูอา ตรงไปยังขอบระบบสุริยะของเรา การหมุนที่ซับซ้อนของวัตถุนี้ทำให้ยากต่อการตรวจสอบรูปร่างที่แน่นอน จึงมองเป็นรูปทรงที่แตกต่าง Credit : NASA's Jet Propulsion Laboratoryเนื้อหาในแอด แอสตร้า บอกให้รู้ว่าในวันข้างหน้า ดวงจันทร์ได้กลายเป็นเมืองหน้าด่านที่มนุษย์ส่งความเจริญไปลงหลักปักฐาน ใครต่อใครต่างไปจับจองพื้นที่อาศัยและทำธุรกิจ ผู้คนที่ขึ้นไปอยู่บนนั้นมีทั้งคนดีและคนร้าย ที่น่าสนใจคือภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลวิจัยด้านอวกาศที่มีอยู่มากมายมาผสมผสานในบทภาพยนตร์ทำให้เรื่องราวมีความหนักแน่นน่าเชื่อถือแต่ฉากหนึ่งที่สำคัญและน่าสนใจของแอด แอสตร้า คือการมอบความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ชมที่บริเวณสุดขอบระบบสุริยะ พื้นที่ที่รังสีจากดวงอาทิตย์สาดส่องแทบจะไม่ถึง ซึ่งเมื่อพ้นขอบเขตออกไปก็จะเป็นพื้นที่เวิ้งว้างที่เรียกว่า “อินเตอร์สเตลลาร์ สเปซ” (Interstellar Space) มีความหมายว่า “พื้นที่ระหว่างดวงดาว”, “ช่องว่างระหว่างดวงดาว”, “พื้นที่ท่ามกลางดวงดาว” หรือ “พื้นที่ว่างกลางอวกาศ”ในพื้นที่ระหว่างดวงดาวนั้นจะมีอนุภาคที่เย็นและมีสนามแม่เหล็กที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากดวงอาทิตย์ของเรา เหมือนจะดูว่างเปล่า แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในทางดาราศาสตร์ระบุว่านี่คือชั้นมวลสารระหว่างดวงดาวที่ประกอบด้วยฝุ่นก๊าซกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ระหว่างดวงดาวหรือระหว่างกาแล็กซี (Galaxy) ภาพจำลองตำแหน่งของยานอวกาศแฝดวอยเอ-เจอร์ 1, 2 ของนาซา วอยเอเจอร์ 1 (บนสุด) แล่นผ่านฟองอากาศที่ขยายตัวโดยลมสุริยะของเรา ไปสู่อวกาศ ท่ามกลางดวงดาว ส่วนวอยเอเจอร์ 2 (ด้านล่าง) ยังคงสำรวจชั้นนอกของฟองอากาศสุริยะ Credit : NASA / JPL-Caltechเรื่องของ “อินเตอร์สเตลลาร์” ดูเหมือนจะเข้ามาอยู่ในการเรียนรู้ของคนเรามากขึ้น นอกจากนักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์จะเฝ้าตรวจจับวัตถุอวกาศที่มีวิถีโคจรเข้าใกล้โลก หรืออาจเข้ามาใกล้โลกในวันใดวันหนึ่งเพื่อหาหนทางรับมือ พวกเขายังต้องมองหาวัตถุระหว่างดวงดาว (interstellar object) ที่ไม่ได้มาจากระบบสุริยะของเรา ซึ่งจริงๆแล้วมีวัตถุนอกระบบเข้ามายังระบบสุริยะของเราเป็นประจำ แต่ที่โคจรมาในระยะที่เราใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่ตรวจพบจับภาพได้ก็มีอยู่ไม่กี่วัตถุอย่างกรณีของ ดาว เคราะห์น้อย “โอมัวมัว” (Oumuamua) ที่ค้นพบในปี พ.ศ.2560 โดยกล้อง โทรทรรศน์แพน-สตาร์ส วัน (Pan-STARRS 1) ในฮาวาย ได้รับการยืนยันว่าเป็นวัตถุระหว่างดวงดาวชิ้นแรก มีขนาด 400 เมตรและ 800 เมตร รูปทรงค่อนข้างบางเหมือนซิการ์ หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว มีสีแดงเข้มคล้ายกับวัตถุที่เย็นเยียบขนาดเล็กที่โคจรอยู่ตรงรอบนอกระบบสุริยะ นักวิทยาศาสตร์เผยว่า “โอมัวมัว” มาจากทิศที่ตั้งของกลุ่มดาวพิณ (constellation Lyra) แต่ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าดาวเคราะห์น้อยทรงประหลาดนี้เกิดขึ้นในระบบดาวใดแต่การได้เห็น “โอมัวมัว” กระตุ้นให้นักวิจัยอยากเห็นวัตถุอื่นๆที่คล้ายกัน พวกเขาคาดการณ์ว่าอาจมีวัตถุคล้าย “โอมัวมัว” เคลื่อนผ่านในทางช้างเผือก ทำให้เกิดทฤษฎีแพนสเปอร์เมีย (Panspermia Theory) ที่เชื่อมั่นว่าจุลินทรีย์ผูกติดอยู่กับวัตถุประเภทนี้และแพร่กระจายไปทั่วอวกาศ โดยเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกมีต้นกำเนิดจากสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกนั่นเองล่าสุด ก็มีการค้นพบ ดาวหางที่เป็นวัตถุที่มาจากนอกระบบสุริยะเป็นครั้งที่ 2 พบเมื่อ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ชื่อเรียกเบื้องต้นของดาวหางนี้คือ C / 2019 Q4 ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น 2I / Borisov เพื่อให้เกียรติแก่ เกนนาดี โบรีซอฟ นักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวไครเมีย ที่ใช้กล้อง โทรทรรศน์ประดิษฐ์เองค้นพบดาวหางดังกล่าว ซึ่งต่อมานักดาราศาสตร์จากโปแลนด์ได้พยายามจำแนกลักษณะของ 2I / Borisov ด้วยกล้องโทรทรรศน์วิลเลียม เฮอร์เชลในสเปน และกล้องโทรทรรศน์เจมินี นอร์ธในฮาวาย กล้องอินฟราเรดของกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ส่องทะลุฝุ่นระหว่างดวงดาวจำนวนมากเผยให้เห็นดวงดาวอยู่กันอย่างแออัด และหลุมดำขนาด 4 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ตรงใจกลางของกาแล็กซีทางช้างเผือกผลการวิเคราะห์พบว่าก๊าซและฝุ่นที่ห่อหุ้มนิวเคลียสของดาวหางที่เรียกว่าโคม่า (Coma) นั้นมีลักษณะเหมือนหางสั้นๆ แต่ความเร็วการโคจรสูงบ่งชี้ว่า 2I / Borisov เกิดขึ้นนอกระบบสุริยะ สันนิษฐานว่ามาจากระบบดาวคู่ 60 Kruger ที่อยู่ห่างออกไป 13 ปีแสง โดยจะเข้าใกล้วงโคจรโลกมากที่สุดในระยะ 300 ล้านกิโลเมตรวันที่ 8 ธ.ค.นี้ แต่ชาวโลกสบายใจได้เพราะโลกยังอยู่ในระยะปลอดภัย ซึ่งดาวหางดวงนี้ก็จะโคจรออกนอกระบบสุริยะของเราไปการตรวจพบดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางไม่ว่าจะอยู่ในระบบสุริยะหรือมาจากนอกระบบสุริยะ เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์มุ่งให้ความสนใจติดตามเพื่อคาดคะเนอัตราเสี่ยงอันตรายจากดาวเคราะห์และดาวหางเหล่านั้น ดาวหาง 21/Borisovอย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยเรื่องเหล่านี้ก็ต่อยอดนำไปสู่การพัฒนาโปรแกรมและเครื่องมือ ในการช่วยระบุให้แน่ชัดว่าวัตถุระหว่างดวงดาวที่ค้นพบในปัจจุบันหรือที่จะผ่านมาในอนาคต มีแหล่งกำเนิดในระบบสุริยะหรือมาจากพื้นที่ห่างไกลหรือใกล้กับระบบสุริยะของเรา.กันเกรา