หากคุณกับใครคนหนึ่งเกิดปิ๊ง (ถูกใจ) กันขึ้นมา แต่แทนที่คุณกับเค้าจะสามารถคบหากันได้อย่างสนิทใจ เพราะต่างคนต่างก็รู้กันดีอยู่แล้วนี่ว่า ชอบพอกันและอยากคบหากันเป็นแฟนอย่างจริงจังซะทีทว่า แทนที่พวกคุณจะคบกันได้ตามที่ใฝ่ฝันไว้ กลับมีปัญหาใหญ่เบิ้มที่ว่า คนที่คุณเห็นว่าเหมาะสมและอยากคบด้วยนั้น เค้าเคยมีแฟนเก่ามาก่อนน่ะสิโอ้...พอถึงตรงนี้ หลายท่านคงนึกว่าเป็นเรื่องธรรมดามากเลยนะที่ใครจะมีแฟนเก่ามาก่อน เพราะโถ...ชีวิตคนเราย่อมต้องเคยผ่านมรสุมแห่งความรักมาแล้วทั้งนั้น เหตุนี้การมี “แฟนเก่า” จึงเป็นเรื่องสามัญธรรมดามาก หากใครไม่เคยมีแฟนเก่ามาก่อนสิ อาจเป็นคนที่แปลกมากกว่าด้วยซ้ำโอเค...เข้าใจล่ะว่า การมีแฟนเก่านั้นเป็นเรื่องธรรมดาของผู้คน แต่เรื่องแฟนเก่าซึ่งคนสองคนที่เล่าให้ฟังข้างต้นเจอนั้น ไม่ใช่ “แฟนเก่า” ธรรมด๊า ธรรมดาน่ะซีเพราะเธอเป็นแฟนเก่าของฝ่ายชายที่ไม่ได้มีพฤติกรรมเป็น “แฟนเก่า” ของเค้าเลย ตรงกันข้าม เธอกลับมีพฤติกรรมกับฝ่ายชายในลักษณะ ที่เป็น “แฟนคนปัจจุบันมากกว่า”อ้าว...ถ้างั้นแล้วหญิง-ชายสองคนข้างต้นที่บอกว่า ชอบกันมากจนอยากคบหาและเปิดตัวเป็นแฟนอย่างจริงจังและจริงใจซะที ก็มี ก.ข.ค. เท่ากับกระดูกขวางคอ เอ้ย ก้างขวางคอ น่ะเซ่ก็ใช่สิยะ “แฟนเก่า” ของฝ่ายชายรายนี้ หล่อนธรรมดาซะที่ไหน! นี่ขนาดฝ่ายชายบอกเลิกกันไปแล้ว ซึ่งหล่อนก็ตกลงตามที่ได้เลิกรากันแล้วด้วย ทว่า พฤติกรรมของหล่อนยังชูคอทำตัวเป็น “แฟน” ของเค้าไม่ยอมเลิก เช่น หล่อนจะมาหาเค้าทุกวันหลังเลิกงาน แล้วพยายามออดอ้อนให้เค้าพาหล่อนไปส่งที่บ้าน หรือ ไม่ก็ชวนไปทานอาหารเย็นด้วยกัน หากตอนเย็นมาเจอไม่ได้ หล่อนก็จะผ่านมาเจอฝ่ายชายตอนกลางวันเป็นประจำ เนื่องจากที่ทำงานของคู่นี้มีออฟฟิศอยู่ใกล้กัน จึงเดินไปมาหากันได้สะดวกขณะที่ฝ่ายหญิงซึ่งกำลังจะเป็นแฟนกับชาย ที่มี “แฟนเก่า” ตามตื๊ออยู่นี่ คู่นี้มีที่ทำงานอยู่ไกลกันพอสมควร ดังนั้น การไปมาหาสู่จึงค่อนข้างลำบาก ยิ่งเมื่อ “แฟนเก่า” ของฝ่ายชายคอยตื๊อไม่ยอมเลิกอยู่อย่างนี้ ก็ยิ่งเป็นการขัดขวางไม่ให้ฝ่ายชายมาเจอ “ว่าที่ แฟนใหม่ที่เป็นฝ่ายหญิง” ได้สะดวกถามว่า แล้วจะขจัด “แฟนเก่า” ของเค้าให้ออกไปจากชีวิตของพวกคุณทั้งสองได้อย่างไร? งานนี้จะว่ายากก็ยากเอาการอยู่ แต่คิดว่าไม่ยากเกินไปหรอก ถ้า “แฟนเก่า” เป็นคนที่พูดกันรู้เรื่องนะ แต่ถ้าหล่อนเป็นคนที่พูดด้วยแล้วไม่รู้เรื่อง หรือทำเป็นรู้ แต่จริงๆไม่ยอมตัดใจก็คงเหนื่อยใจไม่น้อยทีนี้ ถ้าจะขจัดแฟนเก่าของฝ่ายชายที่ไม่ยอมทำตัวเป็นแฟนเก่าสักที รายนี้ออกไปจากเค้าให้ได้ ก็ลองทำตามนี้ดูนะ 1.บอกกับหล่อนให้ชัดเจนว่า เลิกก็คือเลิกกันไปแล้วจะมาติดต่อกันอีกทำไม? ฝ่ายชายนั่นแหละต้องพูดกับสาวแฟนเก่าคนนี้ให้เคลียร์ว่าในเมื่อได้บอก “เลิก” กันไปแล้ว ก็น่าจะเข้าใจสิว่าได้แยกทางกันแล้ว ซึ่งแต่ละคนก็ต้องไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่ใช่หล่อนกลับมาวนเวียนใช้ชีวิตกับ “ฝ่ายชายซึ่งเป็นอดีตไปแล้ว” อยู่ได้ ถ้าขืนยังพัวพันทำตัวติดกันแบบนี้ต่อไป แล้วจะถือว่าเลิกกันได้ไงจึงต้องบอกหล่อนให้ชัดเจนไปว่า ขอให้เธอไปใช้ชีวิตส่วนตัวของเธอต่อไปแบบทางใครทางมันดีกว่านะ อย่าได้มาเข้าใกล้และมัวเซ้าซี้ชวนเค้าพูดคุยรวมทั้งชวนเค้าไปไหนมาไหนด้วยอีกเลย เพราะเค้ารำคาญรู้ไหม! นั่นต้องพูดให้รู้สึกแตกหักกันไปอย่างหนักแน่น ไม่งั้นหล่อนคงไม่ยอมไปไกลจากเค้าแน่2.ฝ่ายชายควรเปิดเผยกับหล่อนไปเลยว่า เค้ามีแฟนใหม่แล้ว จะได้ให้หล่อน (แฟนเก่า) ตัดใจซะที่จริงทราบหรอกว่า เค้าไม่อยากเปิดเผยเรื่องส่วนตัวอย่างนี้ให้แฟนเก่ารู้ แต่ทำไงได้ในเมื่อเหตุการณ์มันไม่เป็นใจให้เค้ารู้สึกเป็นคนโสดเอาซะเลย เพราะมีแฟนเก่ามาตามนี่แหละฉะนั้น ในเมื่อแฟนเก่าทำท่าจะพูดไม่รู้ฟัง (แกล้งไม่ฟังว่าเลิกกัน) ก็เห็นทีต้องใช้การบอกความจริงหล่อนไปนั่นแหละว่า ฝ่ายชายมีสาวที่เค้าติดต่อพูดคุยคนใหม่แล้วนะ ฉะนั้นเพื่อให้ฝ่ายชายได้มีความคล่องตัวที่จะมีแฟนคนใหม่ หล่อนก็ควรหันหลังให้เค้าเพื่อเดินหน้าไปสร้างอนาคตใหม่ของตัวเองได้แล้ว พูดย้ำหลายๆครั้ง3.แนะนำให้หล่อนไปทำความรู้จักกับคนใหม่ๆบ้างในที่นี้ ฝ่ายชายจะเป็นผู้แนะนำให้หล่อน (แฟนเก่า) รู้จักกับคนใหม่ๆ เอง หรือปล่อยให้หล่อนไปแสวงหาคนใหม่ๆเป็นเพื่อนบ้างก็ได้ แต่ก่อนอื่น ฝ่ายชายคงต้องแนะนำให้หล่อนรู้จัก “เปิดตัวเอง” เพื่อได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ด้วย หรือแม้แต่ “เปิดตัวเอง” เพื่อได้พูดคุยกับเพื่อนๆที่มีอยู่แล้วการทำเช่นนี้จะได้เบนความสนใจของหล่อนไปจากฝ่ายชายบ้างไง หัดไปคุยกับคนอื่นบ้างเถอะไป๊4.ฝ่ายชายอาจย้ำให้ชัดๆอีกครั้งหรือหลายๆครั้ง กับแฟนเก่าก็ได้ว่า เค้ากับหล่อนน่ะได้เลิกรากันไปนานแล้ว แล้วลองถามหล่อนว่าจำไม่ได้หรือไง? เพราะฉะนั้น ในเมื่อเราทั้งสองไม่ได้มีความผูกพันอะไรกันอีกต่อไปแล้ว ก็ควรทำตัวให้สมกับเป็นแฟนเก่าจริงๆ ไม่ใช่เป็นแฟนเก่าแต่ยังทำตัวเป็นปลิงเกาะติดเค้าไปเรื่อยๆได้อย่างไร?เราก็รู้แหละนะว่า ไม่มีใครอยากเป็นแฟนเก่า แต่ในเมื่อไปกันไม่ได้ก็ควรยอมรับความจริง.เมอร์ลิน