โด่งดังเป็นที่รู้จักมานานในฐานะศิลปินนักร้องสุดติสต์บ้าพลัง ที่ไม่ว่าจะจับไมค์ หรือเล่นหนัง ก็มักเปรี้ยงปร้างเป็นที่จดจำ แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้จักอีกด้านของ “กฤษดา สุโกศล แคลปป์” หรือ “น้อย วงพรู” ในบทบาทใส่สูทผูกไทนั่งบริหารธุรกิจโรงแรมหลายพันล้านของครอบครัว“น้อยรู้สึกไม่ดีที่ไม่ได้ช่วยธุรกิจครอบครัวเลย หลังจบด้านมานุษยวิทยา และการแสดง จากนิวยอร์ก กลับเมืองไทยก็มาช่วยทำงานเพลงเบื้องหลังกับพี่ชาย “สุกี้” ที่เบเกอรี่มิวสิก และเริ่มทำวงดนตรีเป็นของตัวเอง จนกลายเป็น “น้อย วงพรู” น้อยทำเพลงเขียนเพลงร้องเพลงได้ 2 อัลบั้ม อัลบั้มแรกประสบความสำเร็จมาก สนุกกับการทำเพลงอยู่ 5–6 ปี เมื่อปี 2006 ได้คุยกับคุณแม่ (กมลา สุโกศล) ว่าน้อยอยากมีส่วนช่วยทำธุรกิจของครอบครัวบ้าง เพราะรู้สึกผิดที่ไม่เคยได้ช่วยงานครอบครัวเลย เรื่องนี้คุณแม่ไม่เคยขอ ท่านให้อิสระลูกๆทุกอย่าง และสนับสนุนให้ทำในสิ่งที่รัก แต่เราก็รู้ดีว่าจริงๆแล้วท่านอยากให้น้อยเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจโรงแรมนานแล้ว เดิมมีพี่สาวคนโตคือ “พี่สา” เป็นตัวหลักในการทำธุรกิจ ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเสียใจมาก เพราะที่จริง “พี่สา” เป็นคนมีพรสวรรค์ที่สุดในบ้าน เก่งทุกอย่างทั้งร้องเพลง เต้น และมีหัวด้านธุรกิจ แต่ด้วยความเป็นพี่คนโตก็ต้องเสียสละทิ้งความฝันของตัวเองมาช่วยงานที่บ้าน”... คุณน้อย-กฤษดา บอกเล่าถึงที่มาของการวางไมค์และห่างหายไปจากวงการบันเทิงตลอดหลายปี เพื่อรับภารกิจยิ่งใหญ่ของชีวิต นั่นคือการก่อตั้งโรงแรม “The Siam” ด้วยงบลงทุนนับพันล้าน เพื่อให้เป็นแม่เหล็กใหม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียม และสร้างความแข็งแกร่งให้เครือธุรกิจสุโกศล โฮเต็ลแอนด์รีสอร์ท อะไรเป็นจุดหักเหให้ตัดสินใจวางไมค์ แล้วหันมาทำธุรกิจโรงแรมเต็มตัวจุดแรกเริ่มจากปี 2006 คุณแม่พามาดูที่ดินผืนหนึ่งตรงเชิงสะพานซังฮี้ เป็นที่ดินติดแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งคุณตาซื้อไว้นานมาแล้วตั้งแต่ปี 1972 เห็นปุ๊บน้อยรู้เลยว่าอยากสร้างโรงแรมใหม่ขึ้นที่นี่ ครอบครัวเรามี 3 โรงแรม แต่ไม่ได้สร้างอะไรใหม่ๆมานานแล้ว น้อยบอกแม่ว่าอยากสร้างโรงแรมที่ไม่เหมือนใคร มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ เราเป็นศิลปินอินดี้ เวลาทำอะไรก็มีเอกลักษณ์ของเราเอง เมื่อจะสร้างโรงแรมก็อยากให้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครโรงแรมในฝันของคุณน้อยจะต้องอินดี้ขนาดไหนน้อยเป็นคนสะสมของโบราณและเฟอร์นิเจอร์เก่าไว้เยอะมาก เมื่อคิดจะสร้างโรงแรม จึงอยากย้อนกลับไปมีชีวิตเมื่อ 100 ปีที่แล้ว มากกว่าจะอยู่ในยุคสมัยนี้ น้อยอยากสร้างบรรยากาศโรงแรมแบบย้อนยุคไปสมัยรัชกาลที่ 5 อยากให้คนไทยและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรมโบราณของไทย สิ่งที่น้อยโชว์ในโรงแรมเป็นของเก่าจากยุคนั้นจริงๆ น้อยถนัดงานการตกแต่งสร้างอารมณ์ให้สถานที่ จึงอยากเล่าเรื่องโรงแรมนี้เหมือนกับเราเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ต้องสามารถสร้างโลเกชั่น สร้างอารมณ์ เล่าเรื่องได้ ในโรงแรมไม่ใช่มีแต่ตึก ต้องมีเสน่ห์ในตัวมันเอง โลเกชั่นของเราไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง เราต้องมีจุดขายที่ไม่เหมือนใคร ต้องพิเศษจริงๆคนถึงจะมาพักกับเรา น้อยไปเจอสถาปนิกชาวอเมริกัน ก็คุยกันว่าอยากสร้างโรงแรมบูทิคโฮเต็ล บนที่ดิน 8 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่มีห้องพัก 39 ห้อง ถ้าเป็นนักธุรกิจทั่วไปคงไม่เอาด้วย เพราะที่ดินขนาดนี้ทำยังไงก็ไม่คุ้ม ในฐานะครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ “โรงแรมเดอะสยาม” ถูกออกแบบให้มีเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างไรโรงแรมนี้สร้างด้วยแพสชั่น ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง “มร.บิล เบนสเลย์” โดยมีแรงบันดาลใจจากพิพิธภัณฑ์ออแซร์ ประเทศฝรั่งเศส เราได้รับการขนานนามให้เป็น “เออร์บันลักชัวรี รีสอร์ท” ทุกห้องมีความพิเศษในตัวเอง แต่ละห้องจะเล่าถึงความเป็นไทยในแง่มุมแตกต่างกัน เช่น ห้องหนึ่งจะเล่าเกี่ยวกับนางสาวไทย ในห้องก็จะตกแต่งด้วยภาพโบราณของคุณอาภัสรา หงสกุล หรืออีกห้องเป็นห้องเกี่ยวกับอาหารไทย ก็จะมีเมนูโบราณเมื่อร้อยปีที่แล้วตกแต่งอยู่ ทุกอย่างในโรงแรมนี้จะเป็นออริจินัลของแท้หมด เราทำทั้งทีก็ต้องทำให้ถึง ทุกอย่างจะต้องมีความลึก น้อยยังดีไซน์ให้มีสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ทอดยาวไปกับริมแม่น้ำเจ้าพระยา, ห้องยิมและเวทีมวยไทย, ห้องชมภาพยนตร์ ที่ตกแต่งด้วยตั๋วหนังโบราณจริงๆ แม้แต่ในสปาก็มีห้องสักยันต์ ซึ่งดาราดังอย่าง “แองเจลินา โจลี่” เคยมาใช้บริการพอถึงเวลาลงมือทำจริงๆ ภาพฝันกับ ความจริงต่างกันเยอะไหมเริ่มจากไอเดียแรกในปี 2006 กว่าจะหาสถาปนิกที่ใช่ และสร้างเสร็จจริง ก็ต้องใช้เวลาถึง 6 ปี คือสร้างขึ้นใหม่จากดินจริงๆ แต่ก็เป็นอะไรที่น้อยภูมิใจมาก เพราะเป็นโรงแรมไทยแท้ๆที่ไม่ได้เป็นเชนใหญ่ เราเป็นโรงแรมไทยชื่อ “เดอะสยาม” ราคาเทียบเท่าโรงแรม 5 ดาว มันก็ไม่ใช่จะขายได้ง่ายๆในช่วงแรก แต่น้อยถือหลักว่าเราเป็นศิลปินอินดี้ อาจไม่เกิดได้ไวเหมือนอยู่กับแกรมมี่และอาร์เอส ซึ่งมีสูตรสำเร็จเยอะแยะ แต่เราต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง น้อยก็ใช้ความพยายามความมุ่งมั่นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ไม่ต่างจากตอนเป็นศิลปินทำเพลง จากศิลปินอินดี้ที่ไม่มีหัวเรื่องธุรกิจ ต้องปรับตัวเยอะไหมเมื่อมาบริหารโรงแรมพันล้านน้อยโชคดีมากที่มีครอบครัวคอยซัพพอร์ต ถ้าเกิดเป็นลูกคนเดียวคงเหนื่อยเลย โชคดีที่ได้ “พี่สา” ช่วยดูแลเรื่องการเงิน น้อยแค่รู้ว่าสิ่งที่กดดันคือเวลาสร้างโรงแรม เรามีโอกาสแค่ครั้งเดียวจะพลาดไม่ได้ เพราะตึกสร้างขึ้นมาแล้วจะทุบทิ้งคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่เหมือนการทำเพลง เราออกอัลบั้มแรกไม่เวิร์ก ก็มีโอกาสแก้ตัวตอนทำอัลบั้มต่อไป หรือถ้าเล่นหนัง เรื่องนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีโอกาสแก้ตัวในการเล่นหนังเรื่องต่อไป แต่การทำธุรกิจโรงแรมเรามีโอกาสแก้ตัวได้ยากมาก เพราะอย่างนี้ 10 กว่าปีที่ผ่านมา น้อยจึงทิ้งวงการบันเทิงมาทุ่มเทให้โรงแรมเต็มตัวคุณแม่สนับสนุนแค่ไหน และภูมิใจไหมกับลูกชายคนเล็กคุณแม่ซัพพอร์ตเต็มที่ครับ ท่านให้อิสระค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าเราพลาดก็ปล่อยให้เรียนรู้ด้วยตัวเอง คุณแม่จะบอกเสมอว่าอยากทำอะไรต้องพิสูจน์ตัวเอง อย่าคิดว่าชีวิตได้อะไรมาง่ายๆ วงการบันเทิงมีเส้นก็ช่วยไม่ได้นะ อาจเปิดประตูให้ได้ แต่กว่าคนจะยอมรับคุณต้องพิสูจน์ความสามารถตัวเอง การทำธุรกิจก็ไม่ต่างจากการทำเพลงต้องพิสูจน์ตัวเอง ถ้าน้อยไปทำงานเป็นลูกจ้างคนอื่น คงไม่มีใครยอมรับในความเป็นเราเหมือนทำธุรกิจของครอบครัว ทุกคนในบ้านยอมรับได้ว่าเรามีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหน ครอบครัวเราไม่ได้ใหญ่โต มีกำลังเท่านี้คงไม่คิดขยายโรงแรมเป็นร้อย พรสวรรค์ที่เราได้มาจากคุณพ่อคุณแม่ ควรใช้ให้เป็นประโยชน์กับธุรกิจครอบครัว วงการบันเทิงมันไม่แน่นอน น้อยคงเล่นหนังไปไม่ได้ตลอดชีวิต จึงควรทุ่มเทให้กับครอบครัวมากกว่า ครอบครัวอบอุ่นของ “น้อย วงพรู”คุณแม่เป็นต้นแบบด้านไหนพวกเราพี่น้อง 4 คนรวมกัน เท่ากับคุณแม่คนเดียว คุณแม่เป็นคนพลังเยอะมาก!! ท่านบอกเสมอว่า เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด อย่าไปกลัวอะไร คุณแม่เป็นผู้หญิงแกร่งมาก น้อยไม่มีทางสู้ได้ ทุกวันนี้ยังตื่นเต้นง่าย ขึ้นเวทีทีไรใจสั่นตลอด พูดแล้วพังทุกที น้อยยอมรับว่าไม่ถนัดพูดบนเวทีจริงๆทุ่มเทให้โรงแรมมา 10 ปีแล้ว เมื่อไหร่จะกลับมาจับไมค์อีกครั้งน้อยยังมีเพลงที่เขียนไว้อีกเยอะ โชคดีที่มีแฟนเบสเหนียวแน่น จึงอยากทำเพลงดีๆออกมาอีก วางแผนไว้ว่าจะออกอัลบั้มเดี่ยวและปล่อยซิงเกิลเร็วๆนี้ เป็นสไตล์น้อยที่โตขึ้นมาก แต่ยังเน้นให้กำลังใจและสร้างแรงบันดาลใจ น้อยไม่ได้ทำเพลงมา 7 ปีแล้ว ชักจะคิดถึงแล้วครับ ช่วงที่ไม่ได้ทำเพลงก็มีโอกาสเล่นหนังบ้างปีละเรื่อง เป็นการปลดปล่อยอารมณ์อีกรูปแบบหนึ่ง เกิดมาในตระกูลดังมีแรงกดดันเยอะไหม อยากจะใช้ความโชคดีของเราทำประโยชน์อะไรให้สังคมบ้างน้อยพูดเสมอว่าเราเกิดมาโชคดีมาก ไม่ต้องดิ้นรนอะไรเลย ไม่มีครอบครัวก็ไม่มีเรานะครับ แต่ในความโชคดี มันก็สร้างความกดดันให้ต้องพิสูจน์ตัวเอง ยิ่งโชคดีเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องพยายามมากขึ้น สร้างตัวเองให้มีคุณค่า ต้องมีผลงานที่สามารถทำให้รู้สึกว่าเราก็มีความฝัน วันนี้ถึงช่วงชีวิตที่ต้องทำอะไรให้สังคมบ้าง เราประสบความสำเร็จในชีวิตระดับหนึ่งแล้ว น้อยอยากใช้เพลงของน้อยให้กำลังใจคนไม่ให้ท้อ จริงอยู่เราเกิดมาโชคดีอยู่แล้ว แต่เงินไม่สามารถสร้างความสุขให้คุณได้หรอก ความสุขต้องมาจากคนที่เรารักและได้ทำในสิ่งที่เรารัก อินสไปเรชั่นของน้อยมักจะมาจากคนที่ลำบากและเคยล้มเหลว แต่ลุกขึ้นมายืนหยัดได้อีกครั้ง การทำงานวงการบันเทิงทำให้น้อยสามารถคอนเน็กกับคนทุกระดับได้ คนตามท้องถนนไม่แคร์หรอกว่าน้อยเป็นลูกใคร ถ้าเขาจะรักชอบก็ชอบเพราะผลงานของเรา.ทีมข่าวหน้าสตรี