เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งปีนโยบายเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยจากเมียนมาที่พำนักยาวนานในไทยเข้าถึงสิทธิการทำงานอย่างถูกกฎหมาย สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) โดยนางสาวไฮ คยอง จุน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ได้เดินทางลงพื้นที่ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านถ้ำหิน หนึ่งในเก้าศูนย์พักพิงตามแนวชายแดนไทย– เมียนมา พร้อมกล่าวชื่นชมบทบาทความเป็นผู้นำด้านมนุษยธรรมของรัฐบาลไทย และขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวไทยที่คุ้มครองผู้ลี้ภัยมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยกว่า 6,000 คน ก้าวสู่ตลาดแรงงานไทยเรียบร้อยแล้ว การเปลี่ยน แปลงครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้บุคคลกลุ่มนี้สามารถดูแลครอบครัวและพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี แต่ยังมีส่วนสำคัญในการบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย เช่น ภาคการผลิตและภาคบริการควบคู่ไปกับ การออกบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย ให้กับผู้หนีภัยจากการสู้รบชาวเมียนมาเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ช่วยปลดล็อกให้เข้าถึงบริการทางการเงินและการสื่อสารได้อย่างราบรื่นในมุมมองของ UNHCR เชื่อมั่นว่าสิทธิในการทำงานถือเป็นรากฐานสำคัญแต่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด เมื่อผู้ลี้ภัยได้รับอิสรภาพในการเดินทาง ได้อยู่ร่วมกับครอบครัว และมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้บุคคลกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนที่ให้ที่พักพิงต่อไปนอกจากนี้ UNHCR พร้อมที่จะเดินหน้าสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของผู้ลี้ภัยให้เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระดับโลกของ UNHCR ในการลดจำนวนผู้พลัดถิ่นที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมลงครึ่งหนึ่งภายในระยะเวลาสิบปีอย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติด้านมนุษยชนในเมียนมาที่ยังน่ากังวล ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยรวมกว่า 1.6 ล้านคนทั่วภูมิภาค UNHCR จึงยังคงเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศเพิ่มความช่วยเหลืออย่างจริงจัง ควบคู่กับการยึดมั่นหลักการห้ามผลักดันกลับ เพื่อสร้างทางออกที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม