วันนี้ 14 ก.ย.เป็นวันที่ กกต.ทั้ง 7 คนจะลงมติคดีฮั้ว สว. และมตินี้ก็จะชี้อนาคต กกต.เองด้วย ท่ามกลางวิกฤติศรัทธาที่ประชาชนแทบไม่เหลือความเชื่อมั่นแล้ว ต้องวัดใจว่า กกต.จะเลือกทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม หรือยอมพลีชีพปกป้องระบอบการเมืองสมประโยชน์มหกรรมโกงเลือก สว.เกิดขึ้น 2 ปีกว่าแล้ว ผลคะแนนที่ออกมาตรงกันผิดธรรมชาติ กลุ่มหมายเลขผู้สมัครเรียงกันเป๊ะราวกับจับวาง ในทางคณิตศาสตร์ความน่าจะเป็นในการกาคะแนนออกมาแบบนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลย เว้นเสียแต่มีการล็อกผลโหวต จัดตั้งเครือข่ายกันมาแต่แรกหลังจากมีการร้องเรียนทุจริต การสืบสวนสอบสวนกินเวลานานลากยาวข้ามปี ข้อมูลความผิดปกติหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน คุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. รวมถึง อดีตผู้สมัคร สว. และพยานหลายคนที่ได้รู้เห็นกระบวนการฮั้ว ออกมาแฉอย่างต่อเนื่อง ทั้งโพยคะแนน สถานที่รวมพลวางแผน พฤติการณ์การรับส่งคน หลักฐาน เส้นทางการเงิน แม้แต่คลิปที่ กกต.ไปเดินเก็บโพยก็มีปรากฏให้เห็นหากแยกพิจารณาหลักฐานทีละชิ้น อาจอ้างได้ว่าเป็นเพียงข้อสงสัยยิบย่อย แต่เมื่อนำพยานหลักฐานทั้งสายมาร้อยต่อเข้า ด้วยกัน ภาพจิ๊กซอว์ขบวนการจัดตั้งฮั้ว สว.ก็ชัดเจนจนยากจะปฏิเสธพิรุธสำคัญที่สร้างวิกฤติความเชื่อมั่นเกิดจากภายใน กกต.เอง เมื่อคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 สอบสวนเชิงลึกจนมีมติชี้มูลความผิดเสนอให้สั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องถึง 229 ราย ซึ่งมี สว. 138 คน กับกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. และเครือข่ายอีก 91 คน แต่แล้ว กกต.กลับตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ขึ้นมาซ้อนสำนวนอีก ก่อนมีมติ 5 ต่อ 2 เสนอให้ยกคำร้อง โดยเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด กลายเป็นว่าหน่วยงานภายใน กกต.หักล้างกันเอง แถมยังไม่ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ดีเอสไอเคยรวบรวมและสอบปากคำมาอย่างแน่นหนาขณะเดียวกัน มีข้อกังขาเรื่องประโยชน์ทับซ้อน กกต.ชุดปัจจุบันมีถึง 4 คนที่ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งจากเสียงโหวตของ สว.สีน้ำเงินชุดนี้ จึงถูกจับตาว่าการลงมติจะมีความเป็นอิสระเที่ยงธรรมแค่ไหนกกต.มีบทบาทหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ขาวสะอาด กฎหมายกำหนดว่าเมื่อมีหลักฐาน อันควรเชื่อได้ว่าผู้ใดกระทำทุจริตหรือรู้เห็นทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริต กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และเมื่อดูบรรทัดฐานคดีเดิมที่เคยตัดสิน เช่น กรณีสมยอมจับคู่ลงคะแนน หรือไลน์ขอแลกคะแนนกัน กกต.ก็เคยส่งฟ้องศาลมาแล้วคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ข้อเท็จจริงในคดีฮั้ว สว.ครั้งนี้มีความหนักหนาสาหัสและเป็นขบวนการใหญ่โตกว่าคดีที่ กกต.เคยยื่นศาลฎีกามาแล้วทั้งสิ้น หากไม่ยึดตามบรรทัดฐานเดิมที่เคยใช้ จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบมีการวิเคราะห์ว่าผลการลงมติของ กกต.จะออกได้ 3 แนวทาง 1.ไม่สั่งฟ้องใครเลย ทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด เท่ากับปกป้องกันสุดลิ่ม2.สั่งฟ้องบางคน เอาเฉพาะพวกสีน้ำเงินอ่อน แต่ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าพวกแพะบูชายัญจะยอมปิดปากเงียบ ไม่คายความลับหลังตกเป็นจำเลย3.สั่งฟ้องทั้ง 229 คน ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์น้อยมากๆที่จะออกแนวทางนี้ แต่กระแสสังคมอยากเห็นมากที่สุด ให้ศาลฎีกาตัดสินความถูกผิด เพราะอาจเหลือเพียงสถาบันเดียวที่อาณาจักรสีน้ำเงินยังเข้าไปครอบงำไม่ได้จะเลือกทางไหนก็อยู่ที่ กกต.ทั้ง 7 คนลิขิตชีวิตตัวเอง ประวัติศาสตร์มีให้เห็นแล้ว พอขั้วอำนาจเปลี่ยน กกต.ก็ติดคุกได้.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม