การรุกรานของรัสเซียไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการยิงขีปนาวุธหรือส่งโดรนพิฆาตโจมตีพลเรือนและทำลายอาคารบ้านเรือนเท่านั้น โดยนายวิคเตอร์ เซเมนอฟ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย กล่าวหาว่า นับตั้งแต่ปี 2557 เชลยศึกชาวยูเครนร้อยละ 96 ที่ถูกควบคุมตัวโดยรัสเซียต้องเผชิญกับการทรมาน ทั้งการทำร้ายร่างกายการบังคับให้อดหลับอดนอน รวมถึงการคุกคามทางเพศทั้งนักโทษชายและหญิง ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาตินอกจากนี้ รัสเซียยังจับกุมพลเรือนชาวยูเครน ทั้งเยาวชนและนักข่าว โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งปัจจุบัน มีเยาวชนถูกพาตัวไปแล้วมากกว่า 20,000 คน ขณะที่การนำตัวคนเหล่านี้กลับยูเครนเป็นไปได้ยากและล่าช้า เนื่องจากกลุ่มคนดังกล่าวไม่ใช่เชลยศึกทหาร จึงไม่สามารถพาตัวกลับได้ด้วยกระบวน การแลกเปลี่ยนเชลยด้วยเหตุนี้ ยูเครนจึงเรียกร้องให้สื่อต่างๆ ช่วยเผยแพร่เรื่องราวของผู้ที่ถูกควบคุมตัว เพื่อสร้างกระแสให้นานาชาติมาร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ อุปทูตยังระบุอีกว่าประเทศไทยสามารถเป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียนที่เข้าร่วม The International Coalition for the Return of Ukrainian Children กลุ่มพันธมิตรนานาชาติซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือติดตามเยาวชนยูเครน ซึ่งปัจจุบัน สามารถพาเยาวชนกลับมาได้แล้วเกือบ 2,500 คนด้านวงการกีฬาและวัฒนธรรม รัสเซียได้สังหารนักกีฬาและโค้ชชาวยูเครนไปแล้วกว่า 760 ราย และศิลปินอย่างน้อย 350 ราย ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาเกือบ 900 แห่ง ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย ทั้งนี้ ยูเครนได้เรียกร้องให้ชาติต่างๆ ไม่อนุญาตให้นักกีฬา จากรัสเซียเข้าร่วมการแข่งขันกีฬานานาชาติภายใต้สัญชาติหรือสัญลักษณ์ของประเทศทิ้งท้ายนี้ นายเซเมนอฟผลักดันให้คนไทยเชื่อมั่นในยูเครน และอย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ อย่างเรื่องการปราบนาซี ยูเครนไม่ได้ต่อสู้เพียงเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น แต่ยังต่อสู้เพื่อปกป้องหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ โดยเฉพาะหลักการที่ไม่เปิดทางให้ชาติใดใช้กำลังรุกราน ยึดครองดินแดนของชาติอื่น.สาริศ วรรณะเลิศคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม