กลายเป็นเรื่องราวที่มีความชัดเจนมากขึ้น จากกรณีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทางการอินเดียได้ทำการจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวยูเครน 6 คน และชาวอเมริกันอีก 1 คนโทษฐานลักลอบข้ามพรมแดนอินเดียบริเวณรัฐมิโซรัมทางภาคตะวันออก (ในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอัสสัม) เข้าไปปฏิบัติการทางด้านความมั่นคงในประเทศ “เมียนมา” และเมื่อจบภารกิจจึงเดินทางกลับมาในอินเดียอีกครั้งเพื่อเตรียมออกจากแดนภารตะไปยังประเทศที่สามต่อไปโดยงานนี้ผลการสืบสวนของ “หน่วยต่อต้านก่อการร้าย” อินเดีย ยืนยันว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายดังกล่าว นำโดรนพิฆาตรุ่นต่างๆ จากยุโรปไปส่งมอบให้กับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทำการรบพุ่งกับรัฐบาลเมียนมา พร้อมดำเนินการฝึกฝน สอนวิธีการทำสงครามนอกรูปแบบแต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ กลุ่มปฏิบัติการลับชาวยูเครน-อเมริกัน ยังได้มีการทดสอบใช้โดรนพิฆาตโจมตีเครื่องบินโดยสารเครื่องยนต์ใบพัดรุ่น ATR-72-600 ของสายการบินแห่งชาติเมียนมา แอร์ไลน์ โดยการก่อเหตุเกิดขึ้นในวันที่ 20 ก.พ. ที่เมืองมิตจีนา รัฐกะฉิ่น ทางภาคเหนือเครื่องบินที่เต็มไปด้วยผู้โดยสารพลเรือนได้รับความเสียหายบริเวณส่วนหัว ส่วนกลาง และส่วนหางพร้อมกัน แต่ยังดีที่เป็นการโจมตีระหว่างการเตรียมออกเดินทาง ยังไม่ทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าสำหรับแมทธิว แวนไดค์ ชาวอเมริกันที่ถูกจับกุมเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทผู้ให้บริการด้านความมั่นคงภาคเอกชน ซัน ออฟ ลิเบอร์ตี้ ขณะชาวยูเครนมีชื่อปรากฏเพียงนายวิกเตอร์ คามินสกี ด้านทางการสหรัฐฯไม่ได้มีการแสดงความเห็นแต่อย่างใด แต่รัฐบาลยูเครนขอปฏิเสธข้อกล่าวหาใดๆที่ว่ารัฐยูเครนสนับสนุนการก่อการร้าย พร้อมขอให้รัฐบาลอินเดียดำเนินการปล่อยตัวชาวยูเครนที่ถูกจับกุมสิ่งที่น่าสนใจในเรื่องนี้คือ ทางการอินเดียยืนยันว่าปฏิบัติการในเมียนมา น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการลับทางความมั่นคงขนาดใหญ่ แต่ไม่ขอเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ส่วนเมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้นำยูเครนได้มีการข่มขู่จะโจมตีเครื่องบินพาณิชย์ที่ใช้น่านฟ้ารัสเซียบินพลเรือนไม่รับประกันความปลอดภัยกลายเป็นข้อสงสัยให้ต่อจิ๊กซอว์ ซ้อมโจมตีเครื่องบินพลเรือนในเมียนมา เพื่อดูความเป็นไปได้และปูทางสู่ปฏิบัติการใช้โดรนโจมตีเครื่องบินพลเรือนในรัสเซียใช่หรือไม่?ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม