ในงาน The India–Thailand Business Conclave จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยเพื่อส่งเสริมโอกาสด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ “ปุนีต อัครวาล” เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย-อินเดียมีรากฐานยาวนานกว่า 2,000 ปี นับตั้งแต่พ่อค้าชาว อินเดียเดินเรือข้ามอ่าวเบงกอลมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมนำภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมมาสู่ภูมิภาคขณะที่คัมภีร์อินเดียเรียกดินแดนไทยว่า “วรณัม ภูมิ” สื่อถึงดินแดนแห่งความมั่งคั่งสำหรับผู้เข้ามาทำการค้าปัจจุบัน ความสัมพันธ์พัฒนาสู่การเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ การค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่ากว่า 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ไทยจะเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียน แต่ยังเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของอินเดียในภูมิภาค รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สะท้อนว่ายังมีช่องว่างให้ขยายตัวได้อีกมาก ผ่านการสร้างเครือข่ายธุรกิจที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นเอกอัครราชทูตอินเดียเปิดเผยด้วยว่า อินเดียกำลังทบทวนความตกลงการค้าเสรีอินเดีย-อาเซียน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ก่อนเดินหน้าหารือความตกลงการค้ารายประเทศกับสมาชิกอาเซียน โดยไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญของกระบวนการดังกล่าว ซึ่งจะช่วยเปิดทางให้การค้าและการลงทุนเติบโตได้มากขึ้นในอนาคตทั้งสองประเทศยังมีโอกาสขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ หุ่นยนต์ สตาร์ตอัพ อวกาศและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ภาคธุรกิจอินเดียมองไทยเป็นประตูสู่อาเซียน ส่วนไทยมองอินเดียเป็นตลาดใหญ่ พร้อมจุดแข็งด้านเทคโนโลยี บุคลากร และนวัตกรรมอินเดียยังเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก และกำลังก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อทางดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของความสัมพันธ์ไทย-อินเดียจะไม่ได้วัดแต่มูลค่าการค้าอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนพรุ่งนี้มาเจาะมุมมองนักธุรกิจไทย-อินเดีย กับประสบการณ์จริงจากเวทีเสวนากันต่อค่ะ.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม