ปัญหาการขาดแคลนอาวุธของกองทัพสหรัฐฯในการทำศึกกับอิหร่าน ไม่ได้มาจากปัญหาการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากความจำเป็นที่จะต้องเก็บอาวุธสำคัญเตรียมไว้สำหรับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเผชิญหน้ากับชาติมหาอำนาจอย่างรัสเซีย-จีนและในทางเดียวกันก็เป็นผลต่อยอดมาจากการสิ้นสุด “ยุคสงครามเย็น” เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯได้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยมองว่าการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ทำให้สหรัฐฯมีศัตรูที่อาจจะรบกันเหลืออยู่สองประเทศนั่นคือ อิรักและเกาหลีเหนือ ซึ่งจะเป็นการรบแบบจำกัดวงอยู่ในภูมิภาค จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กระสุนหรืออาวุธอะไรมากมายแต่มุมมองนี้ได้เริ่มเปลี่ยนไปหลังจากรัสเซียเข้าครองคาบสมุทรไครเมียในปี 2557 และเริ่มปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครนปี 2565 เช่นเดียวกับ “จีน” ที่สหรัฐฯมองว่ามีความก้าวร้าวทางทะเลมากขึ้นแน่นอนว่าอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธของสหรัฐฯมีขนาดมหาศาล แต่ในปี 2536 งบประมาณกลาโหมเพนตากอนได้ถูกลดลงไปมากภายหลังการสิ้นสุดสงครามเย็น จึงทำให้เพนตากอนจับเข่าคุยกับบรรดาผู้ผลิตว่าให้หาทางควบรวมกิจการ หรือแตกไลน์ไปผลิตสินค้าอื่นๆ เราจ้างเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้ว ซึ่งกรณีนี้ได้ทำให้โรงงานการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ลดขนาดเหลือเท่าที่จำเป็นสำหรับการทำศึกกับประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจนอกจากนี้ถึงทางกระทรวงกลาโหมเพนตากอนจะมีงบประมาณมหาศาลสำหรับจัดซื้ออาวุธ แต่ทางกองทัพจะไม่เลือกซื้ออาวุธและกระสุนพร้อมกัน แต่มักเลือกที่จะซื้อของที่ “เป็นชิ้นเป็นอัน” ก่อน อย่างเครื่องบินรบ รถถัง ยานเกราะ หรือเรือรบ ที่ใช้ได้นานกว่า 30 ปี และสามารถนำไปโชว์ให้ชาติศัตรูเกรงกลัวหรือวิตกกังวลแต่สำหรับกระสุนอย่างตัวจรวดแพทริออทนั้น สั่งมาก็นำไปเก็บไว้ในคลังแสง หากไม่มีการรบกันจรวดก็จะถูกเก็บอยู่อย่างนั้นไปจนถึงวันหมดอายุปลดประจำการ.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม