ในกระแสธารแห่งกาลเวลาที่หมุนวนไปไม่เคยหยุดนิ่ง “มนุษย์” เราต่างต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบและแรงกระเพื่อมของชีวิต ทั้งที่มองเห็นด้วยตาเปล่าและที่ซ่อนลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกหากเปรียบชีวิตเป็นเรือน้อยลำหนึ่งในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ “กรรมเก่า”...ก็เปรียบเสมือนกระแสน้ำและลมพายุที่พัดพาเรามาสู่จุดนี้...เป็นมรดกทางพลังงานที่เราสร้างและสะสมกันมาข้ามภพข้ามชาติหรือ...แม้แต่ร่องรอยการกระทำในอดีตที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวานนี้แต่ทว่า...“ชะตาชีวิตของมนุษย์” เราถูกกำหนดไว้ตายตัวจริงหรือ? สายน้ำแห่งกรรมเก่าจะสามารถพลิกผันได้ด้วยพลังแห่ง “กรรมใหม่” และ “ศรัทธา” หรือไม่? ลองไปหาคำตอบกันดู ในทางพุทธศาสนาและกฎแห่งธรรมชาติ กรรมเก่า (ปุพเพกตปุญญาตา หรือสภาพกรรมที่ทำไว้แล้ว) ทำหน้าที่เสมือนตัวแปรตั้งต้น คือสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นชาติกำเนิด สุขภาพร่างกายพื้นฐาน หรือสถานการณ์แวดล้อมที่เข้ามาประจวบเหมาะในยามวิกฤติ หลายคนมักก้มหน้ายอมรับชะตากรรมโดยเชื่อว่า...ตนเองตกเป็น “เหยื่อ” ของอดีตที่ลบเลือนไม่ได้หากเราไม่ทำความเข้าใจและแก้ไขที่ต้นเหตุ...“แรงเหวี่ยงนั้นก็จะพาเราวนเวียนอยู่ในวังวนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปรียบดั่งเรือที่ลอยตามน้ำ ย่อมไหลไปตามแรงโน้มถ่วงและอุปสรรคใต้น้ำที่รออยู่เบื้องหน้าเสมอ” นี่คือ...แรงเหวี่ยงแห่งอดีต เมื่อเงาของ “กรรมเก่า” ทาบทับปัจจุบันหากกรรมเก่าคือแรงเฉื่อย กรรมใหม่ (ปัจจุบันกรรม) ก็คือ “เครื่องยนต์เจ็ต” ที่เราสามารถเลือกเหยียบเร่งหรือหันหัวเรือไปในทิศทางใหม่ได้ทันที ณ วินาทีนี้ความอัศจรรย์ของมนุษย์เราอยู่ที่การมี “สติปัญญาและอิสระในการเลือก” การกระทำในปัจจุบัน (กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม) มีน้ำหนักมหาศาลในการหักล้างหรือเจือจางแรงกระแทกของกรรมเก่า...เปรียบเสมือนการเติมน้ำสะอาดลงในแก้วน้ำเค็ม หากเราเติมน้ำสะอาด (กรรมดี การกระทำที่มีสติปัญญา) ลงไปอย่างต่อเนื่อง ความเค็มย่อมเจือจางลงจนกลายเป็นน้ำที่ดื่มได้ นี่คือ... เข็มทิศเปลี่ยนทิศ พลังของ “กรรมใหม่” ที่เหนือกว่าผู้ที่เข้าใจกลไกนี้จะไม่เสียเวลาตัดพ้อต่อว่าโชคชะตา แต่จะโฟกัสเต็มที่กับการสร้างเหตุปัจจัยปัจจุบันให้ถูกต้อง เพราะรู้แน่แท้ว่า “ปัจจุบันนำไปสู่อนาคต” สิ่งที่ทำในวันนี้ จะกลายเป็นกรรมเก่าที่ดีในวันพรุ่งนี้เมื่อพูดถึง “การแก้กรรม” สังคมไทยมักผูกติดอยู่กับพิธีกรรม การสะเดาะเคราะห์ หรือการแสวงหาความเชื่อแปลกปลอมเพื่อปัดเป่าความซวย แต่ในมิติที่ลึกซึ้งและสอดคล้องกับธรรมะ แท้จริงแล้ว ความศรัทธา ความเชื่อ และ ปาฏิหาริย์ มีกลไกการทำงานทางจิตวิทยาและพลังงานที่ลึกซึ้งกว่านั้นศรัทธาเปลี่ยน “คลื่นความถี่ของจิต” ความเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจในคุณความดี พระรัตนตรัย หรือกฎแห่งกรรม ไม่ใช่ความงอมืองอเท้า แต่เป็นตัวปรับคลื่นความถี่ในจิตใจให้เปลี่ยนจากความกลัว ความวิตกกังวล ซึ่งเป็นพลังงานลบที่ดึงดูดเรื่องร้าย ให้กลายเป็นความมั่นคง พลังงานจิตที่นิ่งและทรงพลังนี้เองที่ช่วยดึงดูดกัลยาณมิตร ทางออก และโอกาสใหม่ๆ เข้ามาในยามวิกฤติ ซึ่งคนทั่วไปมักเรียกว่า “ปาฏิหาริย์” ความเชื่อสร้าง “พลังใจผลักดันการกระทำ” ความเชื่อที่ถูกต้องทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้คนเราฮึดสู้ ไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรค เมื่อเชื่อว่ากรรมแก้ได้ด้วยการกระทำ (กรรมใหม่) คนเราจะเปลี่ยนจากผู้รอคอยปาฏิหาริย์มาเป็นผู้สร้างปาฏิหาริย์ด้วยสองมือตนเอง เช่น การอุทิศตนทำความดี การช่วยเหลือสังคม ฯลฯปาฏิหาริย์ที่แท้จริงคือ “ปัญญาและการตื่นรู้” ปาฏิหาริย์ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกกายฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการที่มนุษย์ใช้สติปัญญาเข้าไป “ตัดวงจร” ของกิเลสและวิบากกรรม เมื่อจิตใจหลุดพ้นจากความยึดติด ความทุกข์ระทมในอดีตก็สลายตัวไป กลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่สว่างไสวฟ้าเบื้องบนอาจลิขิตเงื่อนไขชีวิตมาให้เราแตกต่างกัน ทว่าใต้บาดาลแห่งจิตสำนึกอาจมีปมปัญหาจากอดีตที่ซุกซ่อนอยู่ แต่สิทธิ์ขาดในการขีดเขียนอนาคตยังคงอยู่ในกำมือของปัจจุบันเสมอ...“อย่าปล่อยให้กรรมเก่ามาขโมยความสุขในวันนี้ และอย่ารอคอยปาฏิหาริย์โดยปราศจากการลงมือทำ จงใช้กรรมใหม่ด้วยสติปัญญา ขับเคลื่อนด้วยศรัทธาอันแน่วแน่ และเชื่อมั่นในพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง” ...เพราะเมื่อนั้น ไม่ว่าพายุลูกใหญ่แค่ไหน หรือวิกฤติชีวิตจะมืดมนเพียงใด ก็ไม่อาจหยุดยั้งเรือลำนี้จากการเดินทางไปถึงฝั่งฝันได้เลย เป็นสัจธรรมชีวิตที่จับต้องได้...ถักทอชีวิตด้วยมือของเราเองทว่าลำพังแค่แรงกายและสติปัญญาในการทำกรรมใหม่อาจยังไม่เพียงพอ หากปราศจากหัวใจสำคัญอีกหนึ่งประการ นั่นคือ “ศรัทธา”... ศรัทธาในที่นี้ไม่ใช่ความงอมืองอเท้า รอคอยปาฏิหาริย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่คือ “ความเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรมและความดีงาม” เป็นพลังใจที่ลึกล้ำ ที่ทำให้เรากล้าหาญที่จะลุกขึ้นสู้ประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าขานนับไม่ถ้วนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนที่เคยตกอยู่ในหลุมดำแห่งความตกต่ำ สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้ ก็ด้วยการผสานพลังของ “กรรมใหม่ที่ถูกต้อง” เข้ากับ “ศรัทธาที่ตั้งมั่น” จนสามารถเจาะทะลวงกำแพงแห่งกรรมเก่าได้อย่างน่าอัศจรรย์อย่าปล่อยให้ “กรรมเก่า” มาขโมยความสุขในวันนี้ และอย่ารอคอย “ปาฏิหาริย์” โดยปราศจากการลงมือทำ จงใช้กรรมใหม่ด้วยสติปัญญา และขับเคลื่อนด้วยศรัทธาอันแน่วแน่ ...เพราะเมื่อนั้น ไม่ว่าพายุลูกใหญ่แค่ไหน ก็ไม่อาจหยุดยั้งเรือลำนี้จากการเดินทางไปถึงฝั่งฝันได้เลย “ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.รัก–ยมคลิกอ่านคอลัมน์ “เหนือฟ้าใต้บาดาล” เพิ่มเติม