แม้การระบาดของโรคโควิด-19 จะชะลอตัวลง แต่โลกยังคงเผชิญการ ระบาดของโรคติดเชื้ออื่นๆ โดยหนึ่งในนั้นคือ โรคหัดในสหรัฐฯ ซึ่งกำลังระบาดในระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งที่โรคดังกล่าวมีวัคซีนที่สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพโรคหัดเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่แพร่ผ่านระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการไข้สูง ก่อนจะมีผื่นแดงตามร่างกาย โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ (CDC) ตรวจพบว่าตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันที่ 23 ก.ค. มีผู้ป่วยจากโรคดังกล่าวถึง 2,318 ราย สูงกว่ายอดผู้ป่วยตลอดทั้งปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 2,289 ราย และถือเป็นจำนวนผู้ป่วยรายปีสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2533 ที่มีผู้ติดเชื้อ 27,808 ราย นอกจากนี้ ในบรรดาผู้ป่วยปีนี้ทั้งหมด ร้อยละ 69 เป็นเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 19 ปีนอกจากผื่นแดงแล้ว ผู้ป่วยอาจมีอาการแทรกซ้อน ตั้งแต่อาการท้องเสีย เยื่อแก้วหูอักเสบ และปอดอักเสบ ไปจนถึงสมองอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต แม้ปีนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว 151 รายเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสหรัฐฯ แสดงความกังวลเนื่องจากในปีนี้ ยังเหลือเวลาอีก 5 เดือนถึงจะสิ้นปี หมายความว่าตัวเลขผู้ป่วยอาจเพิ่มขึ้นอีก ทาง CDC ยังพบว่าในบรรดาผู้ป่วยปีนี้ทั้งหมด กว่าร้อยละ 93 ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด ทั้งที่วัคซีน 2 เข็มสามารถป้องกันโรคหัดได้ถึงร้อยละ 97 อย่างไรก็ตาม อัตราการได้รับวัคซีนในเด็กอนุบาลสหรัฐฯ ลดลงเหลือเฉลี่ยร้อยละ 92.5 ซึ่งต่ำกว่าระดับร้อยละ 95 ที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าจำเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และช่วยป้องกันการแพร่ระบาดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหลายคนออกมากล่าวประณามมาตรการการรับมือโรค ระบาดของรัฐบาล และนโยบายต่อต้านวัคซีนของนายโรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ รมว.สาธารณสุขสหรัฐฯที่บั่นทอนความเชื่อมั่นในวัคซีน หลัง อ้างว่าวัคซีนโรคหัดอาจมีส่วนทำให้เกิดโรคออทิสติกในหมู่เด็ก แม้จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างท่วมท้นว่าข้ออ้างดังกล่าวไม่เป็นจริง.สาริศ วรรณะเลิศคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม