เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา การเมืองอังกฤษได้กลับมาอยู่ในสภาวะผลัดใบอีกครั้ง หลังจากเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการเปลี่ยนนายกฯคนที่ 7 ในรอบ 10 ปี ของสหราชอาณาจักร และถึงจะมีการเปลี่ยนขั้วจากพรรคอนุรักษ์นิยมมาเป็นพรรคแรงงาน แต่สุดท้ายก็ไม่รอดนั่งเก้าอี้บริหารได้เกือบครบ 2ปี (5 ก.ค.2567)กลุ่มนักวิชาการในอังกฤษอธิบายกับสำนักข่าวท้องถิ่นต่างๆว่า ความล้มเหลวของเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ จนถูกสมาชิกพรรครวมหัวกันเขี่ยทิ้งนั้น สามารถสรุปได้ว่า “ประชาสัมพันธ์ผลงานไม่เพียงพอ”สิ่งที่ต้องเข้าใจอย่างแรกคือ การก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีอังกฤษของเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ ในปี 2567 ถือเป็นการมาอย่างลอยลำ ประชาชนอยู่ในสภาพเบื่อหน่ายการบริหารงาน 12 ปีของรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยม “คอนเซอร์เวทีฟ” ประกอบประเทศชาติกำลังเผชิญกับปัญหารุมเร้าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องพลังงานซึ่งวุ่นวายกันทั่วยุโรปและเป็นผลพวงมาจากการสนับสนุนการทำสงครามกับรัสเซียการกลับมาของพรรคแรงงานจึงถูกสังคมมองว่า จะเป็นอัศวินขี่ม้าขาวมากอบกู้ประเทศชาติ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แน่นอนปัญหาที่มันซับซ้อนไม่สามารถแก้ไขได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว จนเกิดคำถามจากความใจร้อนว่า ทำไมเวลาผ่านมาจะสองปีแล้ว อะไรมันยังไม่ดีขึ้นเลยกลายเป็นความไม่พอใจของคนในพรรคที่สะสมมาเรื่อยๆมองแบบนักการเมืองว่า ทำไมถึงไม่มีอะไรมาสร้าง “ความนิยม” บ้างเลย ทำไมไม่เล่นกับกระแสเอาคะแนนคนที่รู้จักดีกับเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ ต่างพูดอธิบายเป็นเสียงเดียวกันว่า นายกรัฐมนตรีผู้นี้คือคนที่ทำอะไรอย่างระมัดระวัง อาจเพราะด้วยความเป็นนักกฎหมายที่มีมุมมองว่า ปัญหาบางอย่างไม่อาจแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปได้ และในความเป็นจริงนั้น ผลงานของเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ ก็ใช่ว่าจะไม่มี ค่าแรงขั้นต่ำและสวัสดิการบำนาญได้ถูกปรับเพิ่ม มีกฎหมายคุ้มครองผู้เช่า กฎหมายคุ้มครองธุรกิจเอสเอ็มอีจากการถูกนายทุนบีบจำนวนผู้อพยพเข้าเมืองทั้งผิดกฎหมายและถูกกฎหมายได้ลดจำนวนลง อัตราคดีฆาตกรรมได้ลดลงต่ำสุดในรอบ 50 ปี ไม่รวมถึงการทำข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรปและอินเดีย และการเอาตัวรอดจากความไม่แน่ไม่นอนของนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกายุคโดนัลด์ทรัมป์สิ่งที่เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ ไม่มีคือ การคุยโวแบบนักการเมือง และในเมื่อนายกฯไม่พูดลูกพรรคจะพูดอธิบายแทนทำไม ขณะที่เจ้าตัวก็เคยพูดเองว่าอยากเป็นนักการเมืองที่ทำในสิ่งที่ถูกต้องมากกว่านักการเมืองที่ทำในสิ่งที่สร้างความนิยม และยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนเจ้าไอเดีย การให้ประเทศรอดจากความวุ่นวายไปได้ก็พอใจแล้วสถานการณ์จึงนำไปสู่การก้าวเข้าแสงรับสปอตไลต์ของ “แอนดี เบอร์นัม” อดีตนายกเทศมนตรีเขตเกรทเตอร์แมนเชสเตอร์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเมเกอร์ฟิลด์ที่เก่งในเรื่องการ “โปรโมตตัวเอง”จากนักวิชาการประจำรัฐสภา ลูกน้องเก่าของอดีตนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ผู้โด่งดัง และเคยประสบความพ่ายแพ้ในศึกชิงหัวหน้าพรรคแรงงานมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2553 และปี 2558 มาวันนี้เบอร์นัมคือผู้ที่กำลังจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนต่อไปด้วยวัย56ปีมิสเตอร์เบอร์นัม ผู้ได้รับฉายาว่า “ราชาแห่งภาคเหนือ” คิง ออฟ เดอะ นอร์ธ (แบบในซีรีส์เกมออฟโทรน) คือตัวอย่างว่าความสำเร็จควรเป็นเช่นไร บุคคลผู้นี้ได้ทำให้เขตเกรทเตอร์แมนเชสเตอร์ประสบความเจริญรุ่งเรือง มีจุดยืนที่หล่อเหลาเอาการ “ความเจริญคือการที่ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์ที่จับต้องได้” และความสำเร็จของแมนเชสเตอร์จะต่อยอดไปสู่ความสำเร็จระดับชาติเบอร์นัมคือตัวละครที่พรรคแรงงานต้องการ คือคนที่สามารถขายวิสัยทัศน์และจุดมุ่งหมายให้แก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม มีการพูดในแวดวงการเมืองว่า เอาเข้าจริงแล้วเขตแมนเชสเตอร์เจริญเพราะแผนการที่ดำเนินมาตั้งแต่ในอดีต และผลงานของเบอร์นัมที่จับต้องได้เพียงอย่างเดียวคือโครงการวางเครือข่ายรถโดยสารสาธารณะราคาถูก ประเด็นคนไร้บ้าน ราคาอสังหาริมทรัพย์ หรือปัญหาอาชญากรรมยังไม่ได้รับการแก้ไขเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่หนักยิ่งกว่านั้นคือ “การไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน” มีคนสังเกตว่าเบอร์นัมคือคนพูดแต่สิ่งที่มีกระแสตอบรับดี ข้าราชการท้องถิ่นที่เคยทำงานร่วมบอกว่า เจ้าตัวเป็นคนเลือกนโยบายแบบปุบปับตามสถานการณ์ ขณะที่สื่อมวลชนก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าเอาเข้าจริงแล้วแอนดี เบอร์นัม ไม่เคยให้ความชัดเจนเรื่องนโยบายการต่างประเทศ ความมั่นคง มีการกลับไปกลับมาในจุดยืนเรื่องนโยบายที่เกี่ยวกับสหภาพยุโรป การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และผู้อพยพเข้าเมือง ที่สำคัญเรื่องพวกนี้จะพูดแบบ “คลุมเครือ” ไม่ลงรายละเอียดมีมุกตลกของเหล่านักการเมืองในสภาเวสต์มินสเตอร์ (ซึ่งเบอร์นัมเกลียดมุกนี้มาก) ว่าสมาชิกพรรคแรงงาน 3 คนเดินเข้าไปในผับ ทั้งสามคนนี้อยู่กลุ่มการเมือง 3 ขั้วที่ไม่ถูกกัน แต่พอเจ้าของผับเห็นหน้าก็ทักทายทันที “สบายดีไหมแอนดี” โดยเป็นมุกที่เสียดสีว่าเบอร์นัมอยู่กับทุกกลุ่ม ไปทางไหนก็ได้ พร้อมมีเสียงกล่าวหาว่า ว่าที่นายกรัฐมนตรีผู้นี้พยายามที่จะเป็น “ทุกสิ่งของทุกคน” (All things to all people)จนกลายเป็นคำถามสำคัญว่า หัวเรือใหม่ที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นไม้หลักปักเลน จะแก้ปัญหาที่รุมเร้าอังกฤษได้หรือไม่ เพราะสถานการณ์ผ่านมาหลายนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ยังไม่มีใครทำได้สำเร็จ!?วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม