สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันตก ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กำลังอยู่ในสภาพชะงักงันตลอดช่วงเดือน ส.ค. วันหนึ่งบอกว่าเจรจามาอีกวันหนึ่งยิงใส่กันถล่มทลายหากไม่นับข้อสงสัย “ปั่นหุ้น” หากำไรจากราคาตลาดโลกที่สวิงไปมา ก็ถือว่ายากยิ่งที่จะประเมินว่า “ทางออก” อยู่ตรงไหน เพราะเงื่อนไขของคู่ขัดแย้งดูเหมือนจะไม่มีทางลงรอยกันได้รายงานอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐฯของหนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ตอนนี้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยอมที่จะละทิ้งเป้าหมายทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไปแล้ว และต้องการขอให้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เปิดตามปกติไม่มีเก็บค่าธรรมเนียมอะไรหากตกลงก็จะยอมถอนตัวไปเงียบๆ ประกาศชัยชนะอย่างเป็นทางการ แต่ทางรัฐบาลอิหร่านยืนยันว่า ยังไงค่าธรรมเนียมมีแน่นอน อย่าคิดว่าทุกอย่างจะกลับไปเป็นดังเดิม เพราะสหรัฐฯ-อิสราเอลคือผู้ที่เริ่มสงครามทางลงของทรัมป์ดูเหมือนตีบตัน จนมีนักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่า การเจรจาได้ตายไปแล้ว สิ่งที่สหรัฐฯทำได้คงมีแต่การยอมจำนนเสียมากกว่าอย่างไรก็ตาม มีหลักการที่น่าสนใจจาก “คาร์ล ฟอน เคลาซ์วิตซ์” นักปรัชญาการทหารปรัสเซีย-เยอรมนีในยุคศตวรรษที่ 18-19 ในเรื่องการ “รบไปเจรจาไป” โดยมองว่าสงครามเป็นเพียงการดำเนินนโยบายของรัฐวิธีหนึ่ง หรือหมายถึงสงครามเป็น “เครื่องมือ” สำหรับรับใช้นโยบายทางการเมือง หากยึดตามหลักการนี้ ย่อมสรุปได้ว่า ความรุนแรงและการทูต ไม่ใช่สิ่งที่อยู่กันคนละขั้ว แต่คือเครื่องมือสำหรับบรรลุเป้าหมายของประเทศ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การโจมตีสลับกันไปมาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ไม่ได้หมายความว่าการเจรจาต่อรองในหลังฉากจะยุติลงวันหนึ่งอิหร่านยิงเรือสินค้า วันต่อมาสหรัฐฯทิ้งระเบิดใส่ท่าเรือ แต่สุดท้ายสหรัฐฯก็มาบอกว่ายังคุยกันอยู่ และถึงอิหร่านจะประกาศว่าไม่มีเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯแต่อย่างใด ทั้งหมดเป็นการ “ส่งสาร” ผ่านประเทศตัวกลางไกล่เกลี่ย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีการคุยกันจริง แม้จะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตามแน่นอนว่าการรบไปเจรจาไปอาจดูขัดกับสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ แต่ถือเป็นเรื่องปกติในทางการเมือง ในทางปฏิบัติการนั้นการใช้กระบวนการทางการทูตย่อมหมายถึง “เวลา” ที่จะถูกใช้ไปในการต่อรองเกลี้ยกล่อม ซึ่งหลายต่อหลายครั้งหมดไปเป็นหลักสัปดาห์หรือหลักเดือน จะคุยกันยังไงให้หยุดรบกัน ต้องเอาเงื่อนไขอะไรมายื่นแลกเปลี่ยน ฝ่ายเราพอใจแต่อีกฝ่ายจะพอใจหรือไม่เหตุการณ์ซึ่งเป็นที่โจษจันในประวัติศาสตร์ความขัดแย้งคือ การเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง “สงครามเวียดนาม” ทีมต่อรองต้องใช้เวลา 10 สัปดาห์ กว่าจะตกลงกันได้ว่า โต๊ะที่จะนำมาวางในห้องประชุมในกรุงปารีส ฝรั่งเศส ควรจะมีรูปทรงเช่นใด (จบลงที่โต๊ะกลมและ ประกบข้างด้วยโต๊ะสี่เหลี่ยมมุมฉาก)ดังนั้นหากมองในมุมฝ่ายการเมืองแล้ว การรบไปเจรจาไปอาจเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในขณะนี้ เพราะในมุมมองของรัฐบาลสหรัฐฯนั้น อิหร่านถือว่า “มีชื่อเสียง” อย่างมากในเรื่องเป็นคู่เจรจาที่กินไม่ลง มีความอดทนที่จะรอมากกว่าสหรัฐฯ และมีการเมืองภายในที่เข้มแข็งคุมอำนาจอยู่ ต่างกับสหรัฐฯที่ต้องดูกระแสความนิยมของประชาชน อีกทั้งการทำบันทึกความเข้าใจที่ผ่านมา ยังเห็นได้ว่าอิหร่านถือเป็นฝ่ายชนะ นอกจากนี้ การรบไปเจรจาไปยังเป็นหนทางที่รัฐบาลสหรัฐฯจะได้แสดงให้โลกเห็นว่า กำลังทางทหารของสหรัฐฯนั้นยากที่จะต้านทานอย่างไรก็ตาม สูตรดังกล่าวถือว่ามีความเสี่ยงอยู่มาก ผลกระทบต่อ “สภาพเศรษฐกิจโลก” หลังจากนี้จะเป็นเช่นไร สหรัฐฯมีความเชื่อมั่นที่ผิดๆหรือไม่ เรื่องการทำให้อิหร่านยอมจำนน เพราะศึกครั้งนี้ประเทศอิหร่านมีเรื่องการดำรงอยู่ของชาติบ้านเมืองเป็นเดิมพัน อีกทั้งยังคุ้นชินต่อแรงกดดันจากภายนอก รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรต่างๆที่ถูกนำมาใช้เล่นงานเป็นเวลาหลายทศวรรษ เช่นเดียวกันอิหร่านเองก็เชื่ออย่างผิดๆหรือไม่ว่า สหรัฐฯจะไม่กล้าทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อให้ทุกฝ่ายตายตกตามกันไม่รวมถึงความเสี่ยงที่สถานการณ์ความขัดแย้งอาจลุกลามบานปลาย ต่างฝ่ายพร้อมจะเพิ่มเงื่อนไขต่อรองเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ เช่น กรณีเยเมนเริ่มมีปัญหากับซาอุดีอาระเบีย การกีดขวางการสัญจรผ่านช่องแคบบับเอลมานเดบทางออกทะเลแดงสู่มหาสมุทรอินเดีย ความเคลื่อนไหวจากทางซีเรียที่ส่งสัญญาณว่าอาจร่วมวงชาติตะวันตกปราบเลบานอน ไปจนถึงการจับขั้วระหว่างตุรกี-ซาอุดีอาระเบีย-ปากีสถาน ทั้งหมดถือเป็นสมการทางการเมืองที่ล้วนมาจากศึกอ่าวเปอร์เซีย จนเริ่มมีการทำนายทายทักกันบ้างแล้วว่า สงครามโลกจะมาหรือไม่? เพราะก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆมีความคล้ายคลึงกันกับตอนนี้สูตรรบไปเจรจาไปจึงขึ้นอยู่กับว่า จะควบคุมอย่างไรเพื่อให้การใช้ความรุนแรงเป็นแค่ “เครื่องมือ” เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย ซึ่งหนทางเดียวที่จะเอาอยู่คือ การไม่ปิดช่องทางหารือ จะลำบากอย่างไรก็ต้องคุยกัน มิฉะนั้นแล้ว ความบรรลัยอาจจะเป็นหนทางเดียวที่รออยู่.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม