นานาชาติได้เบรกพักหายใจกันเฮือกใหญ่ หลังจากสองคู่ขัดแย้ง “สหรัฐอเมริกา” และ “อิหร่าน” ได้ตกลงพักรบกันอย่างเป็นทางการ ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด MOUนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีพญาอินทรี และนายมัซอูด เพเชซกียอน ประธานาธิบดีเปอร์เซีย จดปากกาลงนามรับรองเงื่อนไขการหย่าศึก ดำเนินการเอกสารผ่านทางออนไลน์ ฝ่ายหนึ่งเซ็นที่พระราชวังแวร์ซาย ฝรั่งเศส อีกฝ่ายหนึ่งเซ็นที่กรุงเตหะราน ไม่ต้องมาพบหน้ากันให้เสียอารมณ์เข็มนาฬิกาเริ่มเดินนับถอยหลัง 60 วัน เพื่อจัดทำ “ข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้าย” ระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน หวังสร้างกลไกขึ้นมาคุ้มครองป้องกัน ไม่ให้สงครามในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในภูมิภาคตะวันออกกลางแม้หนทางข้างหน้ายังไม่ชัดเจน เนื่องจากมีตัวแปรที่เรียกว่า “อิสราเอล” ยังคงปฏิบัติการทางทหารอยู่ในเลบานอน แต่อิสลามาบัดเอ็มโอยูบันทึกความเข้าใจการหย่าศึกดังกล่าว คือสิ่งที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกไว้เป็นที่เรียบร้อยว่า คือเอกสารการยอมรับ “ความพ่ายแพ้” ของสหรัฐอเมริกาสำนักข่าวต่างประเทศได้มีการวิเคราะห์ตามมุมมองของชาวอเมริกัน ถึงเงื่อนไขต่างๆที่ถูกเขียนไว้ในเอกสาร อย่างแรกคือรายละเอียดในข้อที่ 2 ว่า “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” และสหรัฐฯรับรองว่าจะเคารพอำนาจอธิปไตยและความเป็นปึกแผ่นของดินแดน พร้อมหลีกเลี่ยงที่จะแทรกแซงกิจการภายในของกันและกันกรณีนี้คนอเมริกันชาวบ้าน เชื่อมั่นมาตลอดตามที่สื่อท้องถิ่นรายงานกรอกหูว่า อิหร่านคือรัฐอันธพาล (Rogue State) ปกครองโดยกลุ่มคนที่ก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง โค่นล้มอำนาจเก่า (ซึ่งเป็นคนของสหรัฐฯ) ปิดปากประชาชน ไม่เคารพสิทธิ มนุษยชน ฯลฯ แต่การใช้ชื่อประเทศเต็มยศในเอกสาร ก็คือการยอมรับแล้วว่า สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านคือประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง และการระบุว่าสหรัฐฯจะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายใน ก็ไม่ต่างกับการบอกว่า สิ่งต่างๆที่สหรัฐฯเคยวิจารณ์มาตลอด ทางเราไม่ขอยุ่งเกี่ยวอีกประการต่อมา ทันทีที่มีการลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สหรัฐฯจะยกเลิกมาตรการปิดล้อมอิหร่านทางทะเล และป้องกันไม่ให้เกิดการแทรกแซงหรือการขัดขวางใดๆต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และสหรัฐฯยังให้คำมั่นที่จะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่โดยรอบภายใน 30 วันหลังจากบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย ประเด็นนี้ไม่ต้องมองให้ลึกซึ้ง ตีความได้ตรงๆว่า มันคือการถอยทัพ “Retreat”สำหรับเงื่อนไขข้อที่ 6 สหรัฐฯรับรองว่า จะทำงานร่วมกับหุ้นส่วนในภูมิภาค เพื่อร่างแผนการแบบครอบคลุมในเรื่องการฟื้นฟูและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าแผนดังกล่าวจะได้รับเงินทุนสนับสนุนอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 9.6 ล้านล้านบาท) ประเด็นนี้มีรายงานแล้วว่า ทีแรกร่างเงื่อนไขใช้คำว่า “ค่าปฏิกรรมสงคราม” แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ดูซอฟต์ลงสิ่งสำคัญคือคำว่า “การพัฒนาทางเศรษฐกิจ” ที่ย่อมหมายความว่า เงินจะไม่ได้ถูกนำไปใช้ฟื้นฟูความเสียหายเพียงอย่างเดียว แต่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ประเทศอิหร่านในอนาคต และเป็นเงินที่สหรัฐฯจะต้องไปหามาให้ ไม่ว่าจะออกเงินเอง หรือไประดมมาจากชาติอื่นๆก็ตามเช่นเดียวกับข้อ 7 และข้อ 10 ที่เชื่อมโยงกัน สหรัฐฯรับรองเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงการคว่ำบาตรตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ (UNSC) ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และการคว่ำบาตรอิหร่านโดยสหรัฐฯเพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้ นับตั้งแต่การลงนามไปจนถึงวันที่มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านถูกยกเลิก ทางกระทรวงการคลังสหรัฐฯจะออกมาตรการยกเว้นสำหรับการส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และสารอนุพันธ์ของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของอิหร่าน ตลอดจนบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการธนาคาร การประกันภัย การขนส่ง และบริการอื่นๆประเด็นนี้คือการลบล้างสิ่งที่สหรัฐฯทำมาตลอด 47 ปี เทียบได้ว่าการทำสงครามหลักเดือนได้ไปทุบทำลายแผนการ “โลกล้อมอิหร่าน” ที่ดำเนินการมาเกือบ 5 ทศวรรษ การให้เข้าถึงบริการทั้งหมดรวมถึงธนาคาร จะทำให้อิหร่านเข้าถึงเงินมหาศาล ไม่ต่างอะไรกับเสือติดปีก รายได้ต่างๆอาจกลับมาเป็นกอบเป็นกำและแน่นอน รัฐบาลสหรัฐฯทำสงครามครั้งนี้ ด้วยเหตุผลว่าต้องการยับยั้งไม่ให้อิหร่านมีโอกาสครอบครอง “อาวุธนิวเคลียร์” แต่ในบันทึกความเข้าใจข้อ 8 และข้อ 9 เขียนไว้ว่า สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขอย้ำในจุดยืนอีกครั้งว่า “จะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์” สาธารณรัฐ อิสลามอิหร่านและสหรัฐฯเห็นพ้องร่วมกันว่า ชะตากรรมของแร่ยูเรเนียมที่ถูกเสริมความเข้มข้น เช่นเดียวกับประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ ซึ่งรวมถึงความจำเป็นที่อิหร่านต้องมีพลังงานนิวเคลียร์ จะได้รับการคลี่คลายอย่างเหมาะสมในข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้าย และตกลงร่วมกันว่า ในระหว่างการรอข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้าย ทั้งสองฝ่ายจะรักษาสถานะเดิมที่เป็นอยู่ กล่าวคืออิหร่านจะคงสภาพโครงการนิวเคลียร์ไว้ตามสถานะในปัจจุบัน ส่วนสหรัฐฯจะไม่ออกมาตรการคว่ำบาตรใหม่ๆต่ออิหร่านเท่ากับว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอยู่ตามเดิม เรื่องแร่ยูเรเนียมหรือเรื่องอื่นๆ ที่กังวลไว้ไปตกลงกันทีหลัง อีกทั้งคำว่าไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ก็ถือว่ายังคลุมเครือ ถ้าเป็นหัวรบที่มาจากการพัฒนา จัดซื้อจัดหา จะถือว่าละเมิดเงื่อนไขหรือไม่ กลายเป็นว่าสหรัฐฯทุ่มกำลังรบมหาศาล เกิดการสูญเสีย มีใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ชั้นสูงในปริมาณที่ไม่สามารถหามาทดแทนได้ในสองสามปีนี้ แต่สุดท้ายผลลัพธ์ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมีนักวิเคราะห์เคยมองว่า จักรวรรดิอังกฤษเริ่มหมดความขลังลงเรื่อยๆ เสียงไม่ดังอีกต่อไปนับตั้งแต่พ่ายศึก “คลองสุเอซ” กับอียิปต์ในปี 2499 มาวันนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นหรือไม่ที่จักรวรรดิอเมริกันจะเริ่มหมดความขลังเช่นกัน จากการพ่ายศึก “ช่องแคบอ่าวเปอร์เซีย” ในปี 2569.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม