เช้าวันพุธ (6 พ.ค.) เวลาไทย ประธานาธิบดีทรัมป์ โพสต์ลง Truth Social ว่า “จากการขอร้องของปากีสถานและประเทศอื่นๆ และความสำเร็จทางทหารอันยิ่งใหญ่ที่เราดำเนินการต่ออิหร่าน นอกจากนี้ การเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงสุดท้ายกับตัวแทนอิหร่านมีความก้าวหน้าอย่างมาก เราได้ตกลงร่วมกันว่า แม้มาตรการปิดล้อมยังคงมีผลเต็มรูปแบบ แต่ Project Freedom (การเคลื่อนย้ายเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ) จะถูกระงับไว้ชั่วคราว เป็นระยะเวลาสั้นๆ เพื่อดูว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะสามารถสรุปและลงนามกันได้หรือไม่” โพสต์นี้สะท้อนถึงท่าทีที่อ่อนลงของ ประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างชัดเจนขณะที่เขียนบทความนี้ ยังไม่มีเสียงตอบรับจากอิหร่าน แต่ผมมองโลกในแง่ดี การเจรจามาถึงขั้นนี้แล้ว น่าจะมีข้อสรุปสุดท้ายที่ตกลงกันได้ แม้จะไม่สมบูรณ์ก็ตามทรัมป์กล่าวกับสื่อว่า เขาเชื่อว่าการเจรจายุติความขัดแย้งกับอิหร่านยังเป็นไปได้ ท่าทีของทรัมป์แสดงว่า สหรัฐฯยังไม่ต้องการกลับเข้าสู่การรบทางทหารเต็มรูปแบบอีกต่อไป ในขณะที่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ได้แถลงต่อสื่อว่า ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านร่วมระหว่างสหรัฐฯกับอิสราเอล ภายใต้ชื่อ Operation Epic Fury ได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ รูบิโอกล่าวว่า “เราต้องการเส้นทางเสรีภาพ สิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการคือข้อตกลง” ก็ยิ่งชัดเจนว่า ทรัมป์ต้องการสงบศึก การหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอมกำลังเข้มข้น คะแนนนิยมทรัมป์และพรรครีพับลิกันลดลง ผลจากสงครามกับอิหร่าน ทำให้น้ำมันในสหรัฐฯแพงขึ้นเท่าตัว ค่าครองชีพ พุ่ง ชาวอเมริกันเดือดร้อนกันทุกครัวเรือน ทรัมป์จึงต้องรีบยุติสงครามในขณะที่ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ให้สัมภาษณ์สื่อว่า “เรารู้ดีว่าสหรัฐฯไม่สามารถทนต่อสถานการณ์ปัจจุบันได้อีกต่อไป แต่ฝ่ายเราเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น” เขายังได้กล่าวหาสหรัฐฯและพันธมิตรว่า เป็นฝ่ายทำให้ความมั่นคงการเดินเรือและการขนส่งพลังงานในช่องแคบฮอร์มุซตกอยู่ในความเสี่ยง จากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและการปิดล้อมสงคราม Operation Epic Fury ทำให้สหรัฐฯสูญเสียอาวุธในคลังอาวุธเป็นจำนวนมาก จนต้องโยกอาวุธจากยุโรปและเกาหลีใต้ไปเสริม แต่ก็หมดไปอย่างรวดเร็ว และยังสูญเสียเครื่องบินรบล่องหนไปหลายลำ ทำให้ศักยภาพการรบของสหรัฐฯถดถอยไปมาก กระทรวงสงครามสหรัฐฯ ได้เปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายสงคราม 2 เดือนเศษกับอิหร่านว่า ใช้งบไปกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์ กว่า 800,000 ล้านบาท แต่สื่อสหรัฐฯและนักวิเคราะห์ไม่เชื่อ ถ้ารวมความเสียหายของฐานทัพสหรัฐฯในอ่าวเปอร์เซียเข้าไปด้วย ค่าใช้จ่ายจะสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ กว่า 1.6 ล้านล้านบาท สูงกว่าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยกว่าเท่าตัว ผมคิดว่า ถ้ารวมกำลังพลด้วยอาจสูงกว่านี้อีกวันนี้ ฐานะการเงินรัฐบาลสหรัฐฯกำลังลำบาก แม้จะเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก แต่สหรัฐฯก็มีหนี้สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ข้อมูล ณ 31 มีนาคม 2569 สหรัฐฯมีหนี้สาธารณะสูงถึง 31.27 ล้านล้านดอลลาร์ ราว 1,018 ล้านล้านบาท สูงกว่าจีดีพีที่มีขนาด 31.216 ล้านล้านดอลลาร์ ราว 1,015 ล้านล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นเป็น 100.2% ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หนี้สาธารณะแซงหน้าขนาดเศรษฐกิจของประเทศ นี่คือ ผลกรรมของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯล้มละลายได้ หนี้ที่เกิดขึ้นมาจากกฎหมาย One Big Beautiful, กำแพงภาษี และการขับไล่แรงงานต่างชาติ ของทรัมป์ปัจจุบัน สหรัฐฯขาดดุลสูงถึง 6% ของจีดีพี มีการประเมินว่า ปี 2569 รัฐบาลทรัมป์จะขาดดุลงบประมาณสูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ กว่า 61 ล้านล้านบาท สำนักงบประมาณสภาคองเกรสคาดว่า ปี 2579 อีก 10 ปี สหรัฐฯจะขาดดุลงบประมาณสูงถึง 120% ของจีดีพี ขาดดุลมากกว่า 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี เห็นทีจะรอดยากล่าสุด ประธานาธิบดีสี ผู้นำจีน ก็ลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจเงินดอลลาร์ สั่งบริษัทจีนไม่ให้ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ ดูซิว่าทรัมป์จะมีน้ำยาทำอะไร.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม