วันเสาร์สบายๆวันนี้ไปคุยเรื่อง “ความรวยของมหาเศรษฐี บอกทิศทางการลงทุนหุ้นโลก” กันต่อนะครับ หนึ่งในเหตุผล สำคัญที่ทำให้ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบันก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างความมั่งคั่งกับตลาดหุ้น เนื่องจากสินทรัพย์ของมหาเศรษฐีส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปหุ้นของบริษัท เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น ความมั่งคั่งก็เพิ่มขึ้น ช่วงที่ตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้น ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในช่วงตลาดหุ้นปรับตัวลง ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีก็ลดลง ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐียุคนี้จึงมีความผันผวนตามตลาดทุนมากกว่ายุคก่อนนอกจากตลาดหุ้นแล้ว นโยบายการเงินของโลก ก็มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังวิกฤติซับไพรม์ปี 2008 ธนาคารกลางทั่วโลกใช้นโยบายดอกเบี้ยตํ่าและอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ ทำให้มีเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์ทางการเงิน ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ถือสินทรัพย์มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนักเศรษฐศาสตร์มองว่า ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา โลกไม่ได้อยู่ในยุคที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุด แต่เป็นยุคที่ราคาสินทรัพย์เติบโตเร็วที่สุด ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้ที่ถือครองสินทรัพย์จำนวนมาก ปรากฏการณ์ดังกล่าว นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Financialization หรือ การที่เศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมโยงกับตลาดเงินมากขึ้น ปัจจุบันตลาดหุ้นโลกมีมูลค่ารวมกันกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับต้นศตวรรษที่ 21 ความมั่งคั่งจำนวนมากไม่ได้อยู่ในรูปของโรงงานหรือที่ดินเหมือนอดีต แต่อยู่ในตลาดหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์ทางการเงินใน ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่งคั่งจำนวนมากเกิดจากแพลตฟอร์ม บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไม่ได้ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่สร้างระบบที่ผู้คน ธุรกิจ และนักพัฒนา ต้องเข้ามาอยู่ในระบบของบริษัท ทำให้สามารถสร้างรายได้จากหลายทางพร้อมกัน เช่น ค่าธรรมเนียมโฆษณา ซอฟต์แวร์ คลาวด์ และข้อมูล ยิ่งมีผู้ใช้มากแพลตฟอร์มก็ยิ่งมีมูลค่ามาก ทำให้บริษัทใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น Winner-take-all ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่บริษัทและบุคคลเพียงไม่กี่คนแนวโน้มที่เห็นได้ชัดก็คือ การเพิ่มขึ้นของมหาเศรษฐีระดับ 100,000 ล้านดอลลาร์ (Centi–billionaires) เมื่อเทียบกับสิบปีก่อน ทำให้มีการคาดการณ์กันว่า โลกอาจได้เห็นมหาเศรษฐีระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ Trillionaire คนแรกภายในไม่กี่ปีข้างหน้า แต่วันนี้ผมขานชื่อล่วงหน้าได้เลย มหาเศรษฐีระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ (Trillionaire) คนแรกของโลก จะเป็น “อีลอน มัสก์” เจ้าของ Tesla และ SpaceX เพราะ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา อีลอน มัสก์ เพิ่งยื่นไฟลิ่งหุ้น SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯอย่างเงียบๆ โดยตั้งเป้าระดมทุนกว่า 75,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทสเปซเอ็กซ์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ มัสก์ถือหุ้นอยู่ 42% ทันทีที่หุ้นสเปซเอ็กซ์เข้าตลาด ความมั่งคั่งของ อีลอน มัสก์ จะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ทันทีมัสก์ ยื่นไฟลิ่งหุ้น SpaceX 1 เม.ย. คาดว่าจะโรดโชว์ปลายเดือนนี้ และ IPO ในเดือนมิถุนายนนี้ ดังนั้น มหาเศรษฐี 1 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนหน้านี้แล้วบทสรุปที่น่าสนใจจาก World Exclusive ของ วารสารการเงินธนาคาร ก็คือ โลกของมหาเศรษฐี ไม่ใช่เพียงเรื่องของคนรวย แต่เป็น “ภาพโครงสร้างเศรษฐกิจโลก” ในแต่ละยุคสมัย ในอดีตผู้ควบคุมทรัพยากรและอุตสาหกรรมคือผู้ที่รวยที่สุด แต่ ในยุคการเงิน ผู้ควบคุมเงินคือผู้รวยที่สุด และ ในยุคเทคโนโลยี ผู้ควบคุมเทคโนโลยี ข้อมูลและแพลตฟอร์ม คือผู้รวยที่สุด ในอนาคต ผู้ที่ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานและเทคโนโลยีขั้นสูง อาจเป็นผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ดังนั้น รายชื่อมหาเศรษฐี จึงเป็นเสมือน “แผนที่อำนาจเศรษฐกิจโลก” ที่จะบอกว่า เศรษฐกิจโลกกำลังขับเคลื่อนไปในทิศทางไหน และ การลงทุนตามความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีโลกเหล่านี้ ถือเป็น ทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจทีเดียว รวยตามมหาเศรษฐีแม้จะก้อนเล็กหน่อยก็ยังดี.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม