ตลอด 6 สัปดาห์แห่งความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน โลกไม่ได้เห็นเพียงการประลองกำลังทางทหาร แต่ยังเป็นการปะทะกันของ “วัฒนธรรมการเจรจา” ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ระหว่างแนวคิดแบบเร่งรัดผลลัพธ์กับแผนการเดินหมากระยะยาว ซึ่งความต่างนี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางความมั่นคงของตะวันออกกลางและระเบียบโลกใหม่ในอนาคตโรเบิร์ต มัลลีย์ อดีตผู้เจรจาหลักในข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 (JCPOA) สมัยรัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา และทูตพิเศษในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ถอดรหัสสไตล์การเจรจาของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไว้อย่างน่าสนใจมัลลีย์มองว่า ทรัมป์คือผู้นำที่หุนหันและอารมณ์ขึ้นลงง่าย ต้องการความสำเร็จแบบเห็นผลทันที และต้องการข้อตกลงที่ดูยิ่งใหญ่หวือหวาเพื่อสร้างพาดหัวข่าวใหญ่ ทรัมป์เชื่อมั่นว่าตนเองคือปรมาจารย์ด้าน “การทูตเชิงบีบคั้น” ที่ใช้การกดดันขั้นสูงสุด เพื่อบีบให้คู่เจรจายอมจำนนในเวลาอันสั้นมิเช่นนั้นจะต้องเผชิญกับการทำลายล้างจากกำลังทางทหารแนวทางนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการเจรจาในปี 2558 ที่เน้นความละเอียดทางเทคนิคและใช้เวลาเตรียมการเกือบสองปี สำหรับทรัมป์ความยืดเยื้อคือจุดอ่อน แต่ความเด็ดขาดคืออาวุธสำคัญ ความโดดเด่นอีกประการคือ “ทีมเจรจา” ในชุดปัจจุบัน เน้นทีมขนาดล็กแต่ทรงอิทธิพล ทรัมป์เลือกใช้ทักษะการต่อรองจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในนิวยอร์กมาประยุกต์ใช้กับเวทีระดับโลก โดยยึดหลักการ “ดีลที่ดีคือดีลที่ปิดได้จริง” และพร้อมใช้กำลังทหารเป็นเครื่องมือเสริมทางการทูต ต่างจากยุคก่อนที่ขับเคลื่อนด้วยกองทัพนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองท้ายที่สุด ทรัมป์ประกาศกร้าวว่าข้อตกลงภายใต้เงื่อนไขของตนจะต้อง “ดีกว่าเดิม” เมื่อเทียบกับยุคโอบามา โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปิดกั้นหนทางที่อิหร่านจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างถาวรและเบ็ดเสร็จเมื่อสหรัฐฯเลือกเดินหมากด้วยความเร็วและแรง พรุ่งนี้มาดู “เกมยาว” ของฝั่งอิหร่านกันต่อ.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม