แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะยังอยู่ในช่วงพักรบชั่วคราวเพื่อเจรจาต่อรอง แต่ทิศทางภาพรวมยังถือว่าน่าวิตกกังวลยิ่งนักในสัปดาห์นี้ข้อตกลงหยุดยิงกำลังจะหมดอายุ (ประมาณวันที่ 22 เม.ย.) ยกเว้นแต่จะมีการขยายกรอบเวลาออกไปเพื่อดำเนินการต่อรองเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุข้อตกลงกันได้ยังถือว่าห่างไกล รัฐบาลสหรัฐฯกำลังใช้สูตรเดิม คือมาตรการ “กดดันขั้นสูงสุด” เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามยอมรับเงื่อนไขหรือยอมจำนน อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ กองเรือสหรัฐฯก็ปิดทะเลได้เช่นกัน ประกาศใช้เรือรบสกัดกั้นไม่ให้น้ำมันและสินค้าอิหร่านออกสู่โลกภายนอก อิหร่านบอกว่าเรามีสิทธิในการพัฒนานิวเคลียร์ เสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม สหรัฐฯก็บอกว่าต้องระงับการพัฒนาอย่างน้อย 20 ปี แร่ยูเรเนียมต้องนำมาให้เรากักเก็บ อิหร่านบอกว่าการสู้รบต้องหยุดในทุกแนวรบ เลบานอนก็ยังคงถูกทิ้งระเบิดเป็นระยะๆ อิหร่านขอให้ข้อตกลงหย่าศึกที่อาจเกิดขึ้นเป็นข้อตกลงแบบยั่งยืน มีหลักประกันว่าจะไม่ถูกโจมตีอีกในอนาคต กองทัพสหรัฐฯก็ยังส่งกำลังทหารเข้าไปในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง กองเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส จอร์จ ดับเบิลยู บุช และกองเรือยกพลขึ้นบกยูเอสเอส บ็อกเซอร์ มีกำหนดเดินทางถึงพื้นที่สงคราม ในช่วงเวลาที่ข้อตกลงหยุดยิงจะหมดอายุลงแน่นอนว่าการบีบให้คนอื่นยอมจำนน เป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯดำเนินการมาตลอดสงครามเย็นและโลกหลังสงครามเย็น ภายใต้ สมมติฐานว่า กองทัพสหรัฐฯมีความเข้มแข็งมากที่สุดในโลก สามารถทิ้งระเบิดให้ฝ่ายตรงข้ามเละเป็นจุณ สหรัฐฯมีมาตรการทางเศรษฐกิจและการเงินแบบครอบคลุมสำหรับเล่นงานประเทศอื่นๆทั้งทางตรงทางอ้อม ดื้อดึงย่อมเจอคว่ำบาตรหรือกำแพงภาษี สหรัฐฯมีพลังในการเปลี่ยนรัฐบาลต่างชาติเปลี่ยนระบบการปกครอง เดินเกมใต้ดินปลุกปั่นหาแนวร่วมในประเทศที่ต้องการเล่นงานการทำศึกกับอิหร่านที่ดำเนินมานานกว่า 50 วันครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นภายใต้แรงฮึกเหิมในความเข้มแข็งของตัวเอง ฮึกเหิมในพลังของตัวเอง รัฐบาลสหรัฐฯประสบความสำเร็จในการโค่นล้ม “เวเนซุเอลา” ลักพาตัวผู้นำนิโคลัส มาดูโร กลับไปยังสหรัฐฯเพื่อเตรียมดำเนินคดี กองทัพเวเนซุเอลาถูกถล่มยับเยินไม่สามารถต้านทานอะไรได้ ศึกจบลงอย่างรวดเร็วและรัฐบาลสหรัฐฯก็ได้รัฐบาล เวเนซุเอลาชุดใหม่ที่มีแนวโน้มจะสวามิภักดิ์ต่อธงอเมริกันกระนั้น สิ่งที่ทุกคนได้ประจักษ์คือทิศทางที่สมมติฐานเหล่านี้ ใช้ไม่ได้อีกต่อไป สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่ถูกมองอย่างตื้นเขินว่าล้าหลัง อยู่ในสภาพอ่อนแอจากการถูกรุมใช้มาตรการเล่นงานทางเศรษฐกิจ กลับแสดงความทนทาน ยืนหยัดต่อความสูญเสีย ปรับกระบวนทัพอย่างเหมาะสม จนอยู่ในจุดที่สามารถกำหนดทิศทางความขัดแย้งและทิศทางการเจรจาไปในทางที่ตัวเองต้องการอิหร่านประสบความสำเร็จในการท้าทายในเรื่องที่สหรัฐฯมีความเชี่ยวชาญมาตลอด และหากสหรัฐฯยังคงดึงดันจะใช้กำลัง ก็ย่อมหมายถึงการยกระดับความรุนแรง ที่อาจนำไปสู่การใช้หน่วยรบภาคพื้นดิน ซึ่งก็อาจเข้าทางอิหร่านที่ส่งสัญญาณมาตลอดว่า การรบทางบกคือโอกาสที่จะทำลายอเมริกาในระยะยาวสถานการณ์ที่กำลังเป็นไปในขณะนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือผลลัพธ์ที่จะตามมาภายหลังเสียงปืนเสียงระเบิดยุติลง เพราะศึกครั้งนี้ของสหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะมากำหนด “พฤติกรรมของรัฐ” ต่างๆในอนาคต ในเมื่อโลกภายใต้กฎระเบียบ ธรรมเนียมปฏิบัติ มาตรฐานสากลกำลังจางหายไป สิ่งที่จะเข้ามาแทนคือการคว้าโอกาส การดำเนินการอย่างรวดเร็วและฉับพลันโดยไม่ต้องฟังความคิดเห็นของใคร เหมือนที่สหรัฐฯกำลังดำเนินการ“การใช้กำลังทางทหาร” จะไม่ใช่ทางเลือกสุดท้ายในการดำเนินนโยบายของรัฐ แต่จะเป็นเครื่องมือเพื่อดำเนินนโยบายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่จำเป็นต้องมาใช้เวลายั้งคิด ตีกรอบจำกัดวงอะไรทำได้ทำไม่ได้ เหมือนในอดีตที่ทุกๆการกระทำย่อมมีผลลัพธ์ที่ตามมา ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะถูกลงโทษ ถูกโลกล้อมประเทศ เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางระเบียบโลกหลังยุคสงครามเย็น กลับกลายมาเป็น “ตัวเร่ง” รื้อถอนสิ่งที่ตัวเองสร้างมากับมือ และแน่นอนว่าทิศทางใหม่เช่นนี้หากเกิดขึ้นแล้ว ย่อมยากที่จะย้อนศรหันหัวกลับ ดูง่ายๆจากนโยบายความมั่นคงของประเทศต่างๆในขณะนี้ ล้วนแต่จะเพิ่มงบประมาณทางความมั่นคง เติมจำนวนกำลังพล เสริมเขี้ยวเล็บของกองทัพ จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อัปเกรดอาวุธให้กองทัพเส้นทางเหมือนจะเริ่มชัดเจนว่า ระบบนานาชาติกำลังเบนเข็มสู่ความวุ่นวาย ระบบพันธมิตรมิอาจพึ่งพาได้เหมือนแต่ก่อน กฎระเบียบดูเหมือนจะผูกมัดน้อยลง สงครามอิหร่านที่ยังไม่ยุติลง ได้ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง อำนาจเก่ากำลังเสื่อมลง อำนาจใหม่กำลังผงาดขึ้นมา ประเทศต่างๆพร้อมที่จะทดสอบ “เส้นแดง” ว่าเรื่องไหนควรทำ ไม่ควรทำ ดังนั้น หัวข้อสนทนาหลังจากนี้จึงไม่ใช่ “ใครเขารบกัน” แต่ควรถามว่า “จะรบกันที่ไหน” เสียมากกว่า ซึ่งภายใต้สถานการณ์ที่กำลังดำเนินไปเช่นนี้ เราอาจจะได้เปิดประเด็นกันเร็วกว่าที่คาดคิด.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม