ยุโรปเรียกกิจกรรมที่กษัตริย์หรือคนชั้นสูงเข้าป่าล่าสัตว์ว่า Royal Hunt ต่อมาคนผิวขาวธรรมดาสามัญมีกิจกรรมที่เรียกว่า Deer Hunt (ล่ากวาง) และ Fox Hunt (ล่าสุนัขจิ้งจอก) ออกล่าเป็นกีฬา ไม่ใช่เอาเนื้อมากินยุคอาณานิคม คนผิวขาวมีประเพณี Human Hunting หรือ Manhunt อาณานิคมในแอฟริกาใช้คำว่า HumanSafari จับลูกหลานคนยากคนจนไปปล่อยในป่า แล้วให้คนผิวขาวตีตั๋วเข้าไปเพื่อล่ามนุษย์ยุคปัจจุบันที่สหรัฐฯนำพันธมิตรบุกประเทศต่างๆ ใครที่เคยตระเวนไปคุยกับผู้คนในอิรัก อัฟกานิสถาน หรือในประเทศอื่นที่สหรัฐฯเข้าไป ก็มักจะได้ยินข่าว Human Hunting เป็นประจำ หลายครั้งที่ทหารผิวขาวยิงสามีตาย จากนั้นก็รุมโทรมข่มขืนทั้งเมียและลูกสาว เรื่องพวกนี้เกิดบ่อยจนเป็นเรื่องธรรมดาของทหารผิวขาวประเทศที่ผมต้องขอบคุณคือ ‘ออสเตรเลีย’สิบโทเบนจามิน โรเบิร์ตส์-สมิธ สังกัดกองพันที่ 3 กรมทหารออสเตรเลีย เข้าร่วมกองกำลังนานาชาติสงครามติมอร์ตะวันออก (ซึ่งผมมีโอกาสเยือนค่ายทหารออสเตรเลียในติมอร์ตะวันออกในห้วงเดียวกัน)หลังจากนั้น สิบโทโรเบิร์ตส์-สมิธ ก็เดินทางไปช่วยสหรัฐฯในสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน กลับมาถึงออสเตรเลียก็ได้รับรางวัลพ่อดีเด่นแห่งปี ได้ทุนการศึกษาเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ได้รับเหรียญวิกตอเรียครอสแห่งออสเตรเลีย เหรียญกล้าหาญ เหรียญเชิดชูเกียรติสำหรับการบริการอันโดดเด่น และเป็นประธานสภาวันชาติออสเตรเลียถึง 3 ปีซ้อนถ้าเป็นเมื่อก่อน มนุษย์อย่างสิบโทโรเบิร์ตส์-สมิธ ก็คงจะครองความโดดเด่นเป็นคนมีชื่อเสียงไปจนสิ้นอายุขัยแต่สมัยนี้ไม่ใช่ เพราะมีข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data ที่บันทึกกิจกรรมของทุกคนบนโลกใบนี้ล่องลอยอยู่ในโลกไซเบอร์แม้เวลาผ่านไปหลายปี ข้อมูลเหล่านั้นก็ยังสามารถย้อนกลับมาสู่ผู้กระทำได้ มีนักข่าวรายงานว่า สิบโทโรเบิร์ตส์-สมิธ ชอบยิงพลเรือนโดยที่ไม่มีความผิด มีพฤติกรรมล่ามนุษย์ หรือ Manhuntเมื่อโดนรายงานแบบนี้ โรเบิร์ตส์–สมิธ ก็ร้องว่า อ๊ายเป็นไปไม่ได้ ข้าฯ คือผู้ปกป้องแผ่นดิน ข้าคือทหารหาญของชาติ ข้าเป็นวีรบุรุษสงครามที่ได้รับเหรียญกล้าหาญสูงสุดของออสเตรเลีย ข้าเป็นทหารผ่านศึกซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มากที่สุดในออสเตรเลียโรเบิร์ตส์-สมิธ ฟ้องนักข่าวที่เอาเรื่องของแกมาเผยแพร่ กลุ่มสิทธิมนุษยชนกระโจนเข้ามาช่วยนักข่าวด้วยการออกสืบสวนหาข้อเท็จจริง จนศาลพิพากษายกฟ้องนักข่าวที่รายงานเรื่องโรเบิร์ตส์-สมิธสิบโท โรเบิร์ตส์-สมิธ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องนักข่าวเมื่อ ค.ศ.2025เรื่องราวของสิบโท โรเบิร์ตส์-สมิธ แพร่ขยายกระจายไป มีการขุดคุ้ยจนพบว่าแกฆ่าคนอัฟกันเพื่อความสนุกสนานถึง 39 ราย ครั้งหนึ่ง แกจับคนอัฟกันที่ไม่ใช่ทหาร ใส่กุญแจมือแล้วก็ให้ไปยืนริมหน้าผา จากนั้นก็ถีบลงเหว ตามด้วยการให้ลูกน้องยิงซ้ำเมื่อจับคนอัฟกันได้ สิบโท โรเบิร์ตส์-สมิธ ก็ให้ทหารออสเตรเลียที่มาร่วมกองกำลังกับสหรัฐฯใหม่ยิงประเดิม เพื่อให้เก็บเป็นประวัติว่าได้ฆ่า ‘ศพแรก’ครั้งหนึ่ง สิบโท โรเบิร์ตส์-สมิธ เห็นคนอัฟกันขาพิการที่ต้องใส่ขาเทียม แกก็ควักปืนออกมายิงทิ้ง แล้วนำขาเทียมไปเป็นแก้วดื่มเบียร์ในบาร์ทหารพวกทหารผิวขาวที่ไปรบกับสหรัฐฯมักมีพฤติกรรมอย่างนี้ แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าเอาเรื่อง ที่ออสเตรเลียนี่ก็มีทหารผ่านศึกแบบนี้มากมาย แต่ที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนมีหลักฐานแน่นหนารวม 19 คน ซึ่งทั้งหมดกำลังจะถูกส่งฟ้องข้อหาอาชญากรรมสงครามผมทราบจากสำนักอัลจาซีราที่แพร่ข่าวสารเมื่อ 7 เมษายน 2026 ว่าขณะที่โรเบิร์ตส์-สมิธ วัย 47 ปี เดินเอ้อระเหยลอยชายอยู่ที่สนามบินซิดนีย์ก็ถูกจับ และถูกตั้งข้อหาอาชญากรรมสงครามรวม 5 กระทงมีกรณีที่ทหารผิวขาวทั้งยิงทิ้ง ทั้งข่มขืนเหยื่อเป็นพันคดี ผมหวังว่าเมื่อโลกเข้าสู่ยุคข้อมูลขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงอย่างครอบคลุมกันได้มากขึ้นก็จะมีการลากพวกอาชญากรสงครามเหล่านี้มารับกรรม.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม