กองเรือที่ 7 ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ถือเป็นกองเรือที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพพญาอินทรี มีอาณาเขตปฏิบัติการรับผิดชอบภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก ลากยาวไปจนถึงมหาสมุทรอินเดีย และปัจจุบันนี้ทุกคนมีความรับรู้กันดี เนื่องจากเป็นกองเรือที่กำลังมีบทบาทสำคัญ ในปฏิบัติการทางทหาร “มหากาพย์แห่งความเดือดดาล” (Epic Fury) หลังจากผู้บัญชาการสูงสุด “โดนัลด์ ทรัมป์” ตัดสินใจส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น สังกัดกองเรือที่ 7 เข้าเป็นหัวหอกฟันทะลวง นำฝูงบินรบเข้าทิ้งระเบิดโจมตีมหาอำนาจเปอร์เซีย “อิหร่าน” ในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยสถานการณ์ยังดูจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ หลังจากสงครามได้เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 อย่างเป็นทางการมีแนวโน้มสูงมากที่สหรัฐฯจะปฏิบัติการ “ยกพลขึ้นบก” เข้ายึดหมู่เกาะต่างๆของอิหร่านในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเกาะคาร์กในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บน้ำมันสำหรับการส่งออกกว่า 90% ของ อิหร่าน ซึ่งอาจหนีไม่พ้นเป็นหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติการพิเศษนาวิกโยธินที่ 31 บนเรือยกพลขึ้นบก ยูเอสเอส ตริโปลี สังกัดกองเรือที่ 7 ของสหรัฐฯ ที่มีกำหนดเดินทางถึงพื้นที่สงครามในวันที่ 28 มี.ค.เท่ากับว่าสงครามที่กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดครั้งนี้ กองเรือที่ 7 ของสหรัฐฯกำลังได้รับบทบาทสำคัญ ว่าจะสามารถปฏิบัติภารกิจตามความต้องการของผู้นำสหรัฐฯได้อย่างลุล่วงหรือไม่ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เรือบัญชาการด้านปฏิบัติการทางทะเลและปฏิบัติการยกพลขึ้นบกของกองเรือที่ 7 ยูเอสเอส บลู ริดจ์ (LCC 19) ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และเข้าเทียบท่าที่แหลมฉบัง จ.ชลบุรี จึงเป็นโอกาสดีของทีมข่าวต่างประเทศหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐในการร่วมเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย เพื่อเข้าเรียนรู้และรับทราบข้อมูลต่างๆ ของ “เรือธง” แห่งกองเรือที่ 7 ซึ่งเป็นกองเรือที่กำลังมีความเกี่ยวข้องกับสงครามใหญ่ที่อาจพลิกโฉมทิศทางของโลกใบนี้ทั้งนี้ เรือยูเอสเอส บลู ริดจ์ เป็นเรือที่มีประวัติมายาวนาน และมีบทบาทในสงครามของสหรัฐฯมาตั้งแต่ปฏิบัติการอพยพ “ไซง่อน” ในสงครามเวียดนามช่วงปี 2518 จวบจนสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 2534 ภายใต้รหัสปฏิบัติการพายุทะเลทราย มีฐานประจำการอยู่ที่เมืองโยโกสุกะ ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว ญี่ปุ่น และเป็นเวลากว่า 31 ปีที่เรือดังกล่าวไม่ได้กลับมายังน่านน้ำมาตุภูมิอีกเลยจากการอธิบายของเจ้าหน้าที่กองทัพประจำเรือบลู ริดจ์ ระบุว่าฐานบัญชาการลอยน้ำลำนี้ เป็นเรือที่มีเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีความซับซ้อนสูง และมีจุดประสงค์แรกเริ่มคือทำหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลปฏิบัติการยกพลขึ้นบกขนานใหญ่ หากสังเกตจะเห็นได้ว่า บนเรือจะมีโดมเรดาร์ เสาเรดาร์จำนวนมาก ไม่ได้มีปืนประจำเรือหรือระบบจรวดป้องกัน เนื่องจากระหว่างปฏิบัติการจะได้รับการคุ้มกันอย่างดีจากเรือพิฆาต หรือเรืออื่นๆแล้วแต่ภารกิจขณะที่ในห้องบัญชาการยังมีส่วนมอนิเตอร์เรดาร์ภาคผิวน้ำ 2 จุด แต่สำหรับเรดาร์ตรวจจับอากาศยานจะอยู่ในอีกส่วนที่ไม่อนุญาตให้ดู และจะใช้ต่อเมื่อเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารเพียงเท่านั้น นอกจากนี้ ในบริเวณดาดฟ้ายังมีจุดขึ้นลงเฮลิคอปเตอร์ Sea Hawk สำหรับลำเลียงทหารหรือใช้ในภารกิจกู้ภัยทางทะเลทีมข่าวยังได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นาวาเอก หลุยส์ คาตาลินา ที่ 4 ผู้บัญชาการเรือยูเอสเอส บลู ริดจ์ ที่กล่าวว่ามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้โอกาสมาเยือนประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่สวยงาม ผู้คนมีไมตรี และยังเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ บทบาทของเรือบลู ริดจ์ ที่ผมได้รับเกียรติให้มาบัญชาการ แบ่งเป็น 2 ชั้นคือการพิทักษ์เสรีภาพในการเดินเรือ-การแสดงความมุ่งมั่นต่อพันธมิตรของเรา ตามด้วยสิ่งที่มองว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งนั่นคือ การเชื่อม สัมพันธ์และการฟูมฟักไมตรีจิตกับประเทศไทยตามโปรโตคอลระเบียบกองทัพ ผมไม่สามารถตอบคำถามได้ว่า ระยะเวลาของการดำเนินภารกิจ ระยะเวลาการเทียบท่าจะมีกำหนดการเช่นไรจะเดินทางออกจากไทยเมื่อไร เช่นเดียวกับเรื่องที่ว่าภารกิจต่อไปของพวกเราคืออะไร จำเป็นต้องเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคตะวัน ออกกลางหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมคือความปลอดภัยของลูกเรือ ส่วนในตอนนี้ผมตั้งตารอ ที่จะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมอันสวยงามของ ประเทศไทยแม้ข้อสงสัยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสงครามจะไม่ได้รับคำตอบ แต่สิ่งที่น่าสนใจของการเยือนครั้งนี้คือการได้เห็นโครงสร้างสายบัญชาการของเรือยูเอสเอส บลู ริดจ์ ระหว่างการเยี่ยมชมหอประวัติในตัวเรือ ที่ระบุว่าเรือลำนี้อยู่ภายใต้สังกัด “หน่วยปฏิบัติการรบที่ 76” รับผิดชอบหน้าที่ปฏิบัติการด้านมนุษยธรรม การบรรเทาทุกข์ภัยธรรมชาติ และปฏิบัติการยกพลขึ้นบกภายใต้การศึกอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเรือที่สังกัดหน่วยรบ 76 ได้รวมถึงเรือ ยูเอสเอส ตริโปลี ที่ตอนนี้ขนนาวิกโยธินกว่า 2,200 นายไป สแตนด์บายในภูมิภาคตะวันออกกลางจำเป็นหรือไม่ที่ “เรือธง” ที่ถูกออก แบบมาสำหรับบัญชาการการบุกจู่โจมชาย ฝั่งจะต้องถูกส่งเข้าไปร่วมรบ หรือเป็นไปได้ หรือไม่ที่เรือกำลังรอสมทบกองเรือยกพลขึ้นบกชุดสอง ยูเอสเอส บ็อกเซอร์ ที่กำลังข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกและมีแนวโน้มจะต้องมาใกล้ไทยเพื่อผ่านช่องแคบมะละกา ท่ามกลางรายงานหนาหูขึ้นเรื่อยๆว่า แผนยกพลขึ้นบกอิหร่านเตรียมไว้เรียบร้อย และผู้นำสหรัฐฯกำลังรอจนพ้นวันที่ 6 เม.ย. ทิศทางจะเป็นเช่นไร ต่อไป จำเป็นต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม