เมื่อวานนี้ผมเขียนถึงเรื่อง “โมเมนตัม” เศรษฐกิจไทยด้วยความห่วงใยว่าจะหยุดหรือไม่ขยับเขยื้อนต่อ ด้วยเหตุผลเรื่องระยะเวลาประกาศผล สส.ใหม่ และกว่าจะเปิดสภาเลือกนายกรัฐมนตรีไปจนถึงเราจะมีรัฐบาลใหม่มาทำงานได้อย่างเต็มที่นั้นเชื่องช้าเหลือเกินขนาดไม่มีปัญหาร้องทุกข์กล่าวโทษใดๆ...ลำพังขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญก็อาจต้องยาวไปถึงพฤษภาคมหรือมิถุนายนโน่นอยู่แล้วเมื่อต้องมาเจอปัญหาร้องทุกข์กล่าวโทษอะไรกันอีกจะต้องเสียเวลาเพิ่มขึ้นไปอีกหรือไม่? หรือแม้ไม่เพิ่มรัฐบาลใหม่จะสามารถทำงานด้วยความปลอดโปร่งโล่งใจโดยไม่กังวลใจหรือไม่ อย่างไร? เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่าโอเคก็รอดตัวไปแต่ถ้าผลการวินิจฉัยทางข้อกฎหมายระบุว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญจริงๆ ก็ต้องถือว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะต้องเลือกตั้งกันใหม่?และต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือน หรือ 3-4 เดือนต่อไป (หลังมติศาลรัฐธรรมนูญ) กว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่หวังว่าจะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกประการมาบริหารประเทศโมเมนตัมทางเศรษฐกิจที่เริ่มขึ้นอย่างสวยงามตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีกลายน่าจะ “ฝ่อ” ไปเรียบร้อย และคงจะต้องใช้เวลา “ปลุก” หรือ “สร้าง” กันใหม่อีกพอสมควรกว่าจะกลับคืนมาได้อีกเมื่อวานนี้ผมไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่อง “ระเบิดลูกใหม่” ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพียงแค่เล่าไว้ย่อๆว่า ศาลสูงสหรัฐฯมีมติ 6-3 ว่า การที่นายทรัมป์ใช้อำนาจประธานาธิบดีจัดเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศต่างๆทั่วโลกในอัตราสูงๆนั้นถือเป็นโมฆะเพราะไม่ใช่อำนาจโดยตรงของประธานาธิบดีซึ่งนายทรัมป์ก็ออกมาวิจารณ์ศาลสูงอย่างเสียๆหายๆ และประกาศว่าจะใช้อำนาจตามกฎหมายอีกฉบับหนึ่งเก็บภาษีต่อในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ผมซึ่งไม่กล้าสรุปอะไรมากจึงสรุปไว้แค่ขอเกริ่นชวนให้ท่านผู้อ่านติดตามจากท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ของเรา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปว่า...จะมีผลดีหรือผลเสียต่อเราอย่างไรบ้าง?ปรากฏว่า เอาเข้าจริงๆคุณทรัมป์แกใช้มาตรา 122 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 จัดเก็บในอัตรา 15 เปอร์เซ็นต์เลย และเริ่มตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ เป็นเวลา 150 วัน ตามอำนาจของกฎหมายคุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ว่า กลุ่มสินค้าหลักๆที่กระเทือนแน่ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, แผงวงจรไฟฟ้า และไอซี ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกพวกยานยนต์และชิ้นส่วนโดยเฉพาะยางรถยนต์ก็น่าจะเจอผลกระทบด้วยเช่นกัน รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น อัญมณี และเครื่องประดับ...โดยกลุ่มที่อาจได้ประโยชน์ก็คือ สินค้าเกษตร และการประมง เช่น ข้าว ทุเรียน มังคุด ฯลฯ เป็นต้นในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ยาวเหยียดมากลงในไทยรัฐฉบับเมื่อวานนี้แหละ...เท่าที่ผมพยายามอ่านแสดงว่าท่าน รมว. ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ติดตามอย่างใกล้ชิด รู้รายละเอียดทุกแง่มุม แต่ยังไม่ได้บอกชัดเจนว่า การขึ้นภาษีใหม่และวิธีจัดเก็บใหม่จะมีผลแก่ประเทศไทยอย่างไรบ้าง?แต่ก็โอเค เพราะย้ำคำว่าติดตามใกล้ชิดหลายๆครั้งคนที่ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าห่วง ได้แก่ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ที่เกาะติดประธานาธิบดีทรัมป์อย่างละเอียดมาโดยตลอดอีกท่านหนึ่ง...ดร.กอบศักดิ์เตือนว่า ใครที่คิดว่าผลการตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯครั้งนี้ จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น คงต้องคิดใหม่อีกครั้งเพราะทรัมป์บอกว่ามาตรการใหม่ของท่านจะครอบคลุมสินค้ามากชนิดขึ้น และรวมๆแล้วสหรัฐฯจะเก็บภาษีได้มากกว่าเดิม...ทำให้ ดร.กอบศักดิ์เชื่อว่านี่คือ “สงครามการค้าโลกยกที่ 2” ซึ่งยังไม่อาจสรุปได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นอกจากสังหรณ์ว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่ไม่ธรรมดาแน่นอน...จึงขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆคนส่งสัญญาณว่า ระเบิดลูกใหม่ของทรัมป์น่าจะกระทบต่อ “โมเมนตัมเศรษฐกิจไทย” อย่างแน่นอน...บุญมีแต่กรรมบังจริงๆครับ ไทยแลนด์ของเรา...มีความสุขได้แค่ 7 วันเท่านั้นเอง หลังจากสภาพัฒน์แถลงว่า GDP ไตรมาส 4 ปีที่แล้วดีมาก และเศรษฐกิจไทยปีนี้ก็จะดีขึ้นด้วย...เฮ้อ!"ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม