ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนโฉมอย่างชัดเจน เมื่อจำนวน “นักท่องเที่ยวจีน” ซึ่งเคยเป็นกลุ่มหลักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะช่วงตรุษจีนที่ยอดผู้เดินทางหดตัวถึง 54% หลังรัฐบาลจีนออกคำเตือนให้เลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย จากความตึงเครียดทางการทูตของทั้ง 2 ฝ่าย ส่งผลให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ในตลาดท่องเที่ยวแดนอาทิตย์อุทัยในจังหวะเดียวกัน นักท่องเที่ยวจาก “รัสเซีย” กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นต้องเปิดศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าแห่งใหม่ใน “กรุงมอสโก” และ “นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก” เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อรองรับปริมาณคำร้องที่ก้าวกระโดดจาก 53,327 รายในปี 2562 เป็น 133,000 รายในปี 2568สถิติจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติญี่ปุ่น (JNTO) ยืนยันแนวโน้มดังกล่าว ด้วยตัวเลขผู้เข้าเมืองชาวรัสเซียในปี 2568 สูงถึง 194,900 คน เติบโตเกือบ 100% จากปีก่อนหน้า ด้านสหภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรัสเซียประเมินว่ายอดนักท่องเที่ยวรัสเซียไปญี่ปุ่นในปี 2569 อาจแตะระดับ 230,000-260,000 คน หรือเติบโตขึ้น 28-43% จากปีก่อน คาดว่าจะขยายตัวสูงสุดคือฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งยอดจองล่วงหน้าช่วงชมซากุระ ในเดือน มี.ค.-เม.ย.เพิ่มขึ้นราว 30-35% ขณะที่ชาวรัสเซียมักพำนักเฉลี่ยนานถึง 11-12 วันต่อทริปปัจจัยสำคัญผลักดันให้ญี่ปุ่นเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวสำคัญของชาวรัสเซีย แม้ไม่มีเที่ยวบินตรงระหว่าง 2 ประเทศ และต้องเดินทางต่อเครื่องผ่านตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คาซัคสถาน หรือจีน มาจากความต้องการเดินทางที่สะสมไว้จากช่วงก่อนหน้า ค่าเงินเยนที่อ่อนค่า บวกกับอัตราการอนุมัติวีซ่าระดับสูงราว 96-98%นักวิเคราะห์มองว่าปรากฏการณ์นี้สะท้อนความพยายาม “รักษาสมดุล” แม้ญี่ปุ่นจะร่วมคว่ำบาตรรัสเซียจากกรณีสงครามยูเครน แต่ยัง เปิดช่องทางความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ไม่ตัดสัมพันธ์โดยสิ้นเชิง มองว่าจะเป็นผลดีต่อญี่ปุ่นในระยะยาวทั้งด้านพลังงานและประเด็นข้อพิพาทหมู่เกาะทางตอนเหนือ.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม