11 ธันวาคม 1930 Bank of United States ล้ม ธนาคารแห่งนี้เป็นธนาคารขนาดใหญ่อันดับต้นของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก ผู้ฝากเงินส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงานและผู้อพยพ ธนาคารลงทุนในหุ้น พอหุ้นพัง คนก็แห่ไปถอนเงินจากธนาคาร เกิดสภาวะ แบงก์รัน (Bank Run) หมายถึงประชาชนแห่ถอนเงิน ในสมัยนั้นยังไม่มีเรื่องหลักประกันเงินฝาก ธนาคารล้ม ผู้ฝากเงินก็สิ้นเนื้อประดาตัวธนาคารขนาดเล็กที่พึ่งพาธนาคารใหญ่ล้มตาม เป็นโดมิโนแบงก์รันเกิดขึ้นในสหรัฐฯ มีความตื่นตระหนกของประชาชนลามไปทั่วประเทศ ทำให้ห้วง ค.ศ.1929-1939 มีธนาคารในสหรัฐฯล้มไปทั้งสิ้นมากกว่า 9,000 แห่ง30 มกราคม 2026 รัฐบาลอิลลินอยส์สั่งปิด Metropolitan Capital Bank & Trust ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ในนครชิคาโกของรัฐอิลลินอยส์ เป็นธนาคารที่นอกจากจะดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์ครบวงจร เช่น บัญชีเงินฝาก สินเชื่อ บริการการเงินสำหรับธุรกิจเหมือนกับธนาคารอื่นแล้ว ยังบริการการบริหารสินทรัพย์ด้วยรัฐบาลสั่งปิดเพราะประเมินแล้วว่า การดำเนินงานไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง มีปัญหาทุนที่อ่อนแอ สถานะการเงินไม่แข็งแรงและเป็นการปิดธนาคารที่ไม่แจ้งล่วงหน้า อัตราส่วนเงินกองทุนสุทธิเหลือเพียงประมาณร้อยละ 1.6การบริหารประเทศของสหรัฐฯในยุคนี้ (2025-2026) มี การตัดสินใจของคณะผู้นำประเทศที่ไม่ค่อยแน่นอน ธนาคารล้มไม่ใช่เรื่องของทรัมป์ ทรัมป์ไม่ได้เป็นคนผลักธนาคารตกเหว แต่แกเป็นคนที่ทำให้ถนนลื่น คำว่า ‘ทำให้ถนนลื่น’ ของผมก็คือ การที่ทรัมป์ไปกดดันธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และผ่อนคลายกฎเร็ว ใครที่บังคับพวงมาลัยไม่เก่งก็มีโอกาสร่วงลงข้างทางทรัมป์ขึ้นมาครองประเทศครั้งที่ 2 แกกดดันธนาคารกลางอย่างแรง และเปิดหน้าชน เปิดหน้าวิจารณ์ด้วยความไม่พอใจที่เฟดเป็นอิสระเกินไป ทรัมป์ต้องการให้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจโต การกระทำของทรัมป์ทำให้ระยะสั้น ธนาคารกำไรดี ตลาดหุ้นบวก แต่พอระยะกลาง ก็จะเกิดความเสี่ยงสะสม ธนาคารขนาดเล็กและขนาดกลางเปราะบางและล้มได้ง่ายทั้งที่มีหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว แต่นโยบายการคลังของรัฐบาลทรัมป์ยังต้องการลดภาษี เพิ่มรายจ่าย ทรัมป์เป็นคนที่ไม่สนวินัยการคลัง ทำให้หนี้สาธารณะพุ่ง จำเป็นต้องออกพันธบัตรเพิ่ม หนี้สาธารณะพุ่ง ตอนนี้เริ่มมีคำถามที่นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันเริ่มตะโกนใส่ทรัมป์และถามว่า ใครจะเป็นผู้รับหนี้ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก 3 ปีเมื่อพ้นวาระของทรัมป์ไปแล้วผู้อ่านท่านที่เคารพ เสถียรภาพระบบการเงินสหรัฐฯเป็นเสาหลักของระบบการเงินโลก ถ้าเสานี้สั่นคลอน โลกทั้งใบก็จะพลอยสั่นสะเทือนไปด้วย การขึ้นมายุคที่ 2 ของทรัมป์ไม่ได้ทำลายระบบการเงินให้เราเห็นเพียงวันเดียว แต่ค่อยๆเซาะกร่อนบ่อนทำลายไปเรื่อยๆแม้ว่าจะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่หลายคนก็เริ่มพูดถึง Great Depression หรือยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (1929-1939) ของสหรัฐฯ ที่ในช่วง 4 ปีแรก (1929-1932) ผลผลิตมวลรวมของสหรัฐฯลดลงกว่าร้อยละ 10 โดยเฉลี่ยรายได้ประชาชาติลดลงจาก 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือเพียง 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ธุรกิจต้องเลิกกิจการไป 4.5 หมื่นราย มีคนตกงานเพิ่มขึ้น 1 แสนคนทุกสัปดาห์ค.ศ.1929 มีคนตกงาน 1.5 ล้านคน ค.ศ.1933 มีคนตกงานถึง 15 ล้านคน ไม่นับแรงงานที่ทำงานแบบไม่เต็มเวลาอีกหลายล้านคนผมเคยเขียนรับใช้มาหลายครั้งแล้วว่า ในห้วงปีเหล่านั้น คนว่างงานอเมริกันต้องทำงานอะไรสักอย่างเพื่อประทังชีวิตของตน เช่น ขัดรองเท้า ขายแอปเปิ้ลข้างถนน ลักเล็กขโมยน้อย และจำนวนไม่น้อยต้องไปขอทานแม้แต่เจ้าของกิจการก็ยังต้องไปตากหน้าขายของข้างถนน โดยสวมเสื้อผ้าดีๆที่เคยใช้สมัยที่พวกตนยังฐานะดี สถิติการฆ่าตัวตายสูงปรี๊ด โรงพยาบาลของรัฐต้องรับผู้ป่วยทางจิตเข้ารักษาตัวเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าผู้อ่านท่านผู้เจริญ การเลือกคณะผู้นำเพื่อเข้ามาบริหารประเทศจำเป็นต้องไม่เสี่ยง ไม่เลือกเพราะการพูดจาปราศรัยให้ความหวัง หรือไม่เลือกตามกระแส หากได้คณะผู้นำผิด ก็จะทำให้ประเทศตกต่ำย่ำแย่ ประชาชนลำบากถ้วนหน้า.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม