"ความคิดที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต มักสร้างผลเสียในระยะยาว” ไม่ใช่สุภาษิตที่ไหน มันผุดขึ้นมาเองเมื่อคิดเขียนถึง ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ใช้ความเป็นมหาอำนาจบีบบังคับประเทศคู่ค้าทั่วโลกด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสูงลิ่ว หวังให้คู่ค้ายอมสยบ แต่ผ่านไปหนึ่งปีมีคู่ค้าที่ยอมสยบน้อยมาก ส่วนใหญ่คิดหาช่องทางอื่นในการค้าขายมากขึ้น ชาวอเมริกันกลับเป็นผู้รับกรรมหนักที่สุดในรอบปี 2568 แม้ทรัมป์จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ แต่เมื่อไล่วงจรการเงินแล้ว ชาวอเมริกันกลับเป็นผู้จ่ายแทน ด้วยภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี่คือ กฎแห่งกรรม ที่ ผู้นำสหรัฐฯ ก่อขึ้นกับ ชาวอเมริกัน ที่เลือกเขามาเป็นผู้นำทรัมป์ถือเป็นบทเรียนสำคัญของคนไทย การเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายแจกเงิน หวังใช้เงินล่อคะแนนเสียงจากเรา สุดท้ายแล้วประชาชนจะเป็น “ผู้รับกรรม” เพราะเงินที่พรรคการเมืองนำไปแจก เป็นเงินจาก “ภาษีของเรา” ทั้งสิ้น นักการเมืองไม่ได้ควักเงินสักสลึงเดียว แต่ได้อำนาจจากประชาชนไปง่ายๆ ถ้ากรมสรรพากรมีการตรวจสอบการเสียภาษีของนักการเมืองอย่างเข้มข้น เหมือนประเทศ “สิงคโปร์” ผมเชื่อว่านักการเมืองไทยอาจติดคุกกันมากมาย เมื่อเทียบกับทรัพย์สินหลายร้อยล้านที่แจ้ง ป.ป.ช.ก่อนเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง ทำไม “อาชีพนักการเมืองไทย” จึงร่ำรวยกันมากมายทุกคน ทั้งที่มีแต่เงินเดือนและเบี้ยประชุมเป็นหลักผลจากการขึ้นภาษี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างภาระค่าครองชีพชาวอเมริกันมหาศาลสถาบันเศรษฐกิจโลกคีล (Kiel Institute for the World Economy) ของเยอรมนี ได้เปิดเผยผลการศึกษาพบว่า ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากมาตรการภาษีนำเข้าของทรัมป์แทบทั้งหมด ตกเป็นภาระของผู้นำเข้าและผู้บริโภคชาวอเมริกัน มากกว่าผู้ส่งออกสินค้าจากต่างประเทศ ขัดแย้งกับคำพูดของ ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่อ้างว่าภาระภาษีตกกับประเทศคู่ค้า ผลการศึกษาสินค้านำเข้า 25 ล้านรายการ มูลค่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ พบว่า คนที่รับภาระจ่ายภาษีนำเข้าคือผู้บริโภคและผู้นำเข้าชาวอเมริกัน โดยรับภาระภาษีศุลกากรสูงถึง 96% ในขณะที่ ผู้ส่งออกรับภาระภาษีเพียง 4% ผ่านการลดราคางานวิจัยชิ้นนี้ชื่อ “การทำประตูเข้าตัวเองของอเมริกา : ใครเป็นผู้จ่ายภาษีศุลกากร” โดยใช้ข้อมูลการค้า 25 ล้านรายการ มูลค่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ ม.ค.67-พ.ย.68การศึกษายังพบว่า ผู้ส่งออกไม่ได้ปรับลดราคาสินค้าด้วยซ้ำ สรุปแล้ว ภาษีนำเข้าไม่ได้ถูกเก็บจากผู้ผลิตต่างชาติ แต่กลายเป็นภาษีบริโภคที่เก็บจากชาวอเมริกันมากกว่า ไม่มีสิ่งใดที่เรียกได้ว่า ชาวต่างชาติถ่ายโอนความมั่งคั่งไปยังสหรัฐฯ ในรูปของภาษีนำเข้าอย่างที่ทรัมป์คุยโม้ “แต่ต้นทุนที่ชาวอเมริกันแบกรับเพิ่มขึ้น มีแนวโน้มสูงที่จะกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ในระยะยาว” นี่กระมัง คือเหตุผลที่ธนาคารกลางสหรัฐฯยังไม่ลดดอกเบี้ยนโยบาย ตามที่ทรัมป์กดดันมาตลอดการขึ้นภาษีของทรัมป์ ทำให้ชาติต่างๆหันมาค้าขายกันมากขึ้น อินเดีย–สหภาพยุโรป ก็เพิ่งบรรลุ “ข้อตกลงการค้าเสรี” ที่มีประชากรรวมกันกว่า 2,000 ล้านคน เพื่อกระจายความเสี่ยงจากสหรัฐฯ หลังจากที่อินเดียถูกสหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้า 50% อังกฤษ ก็หันไปค้าขายกับ จีน ที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน ท่ามกลางเสียงขู่แฮ่แฮ่ของทรัมป์การค้าโลกเริ่มไม่แคร์ภาษีทรัมป์กันแล้ว เมื่อมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าเดิม สำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานว่า แม้ ประธานาธิบดีทรัมป์ จะพยายามใช้มาตรการภาษีนำเข้า เพื่อสกัดความแข็งแกร่งภาคการส่งออกของจีน แต่ข้อมูลล่าสุดพบว่า จีนไม่เพียงหลบเลี่ยงแรงกดดันได้สำเร็จ แต่ยังขยายอิทธิพลการค้าได้มากขึ้น ทำให้ปี 2568 จีนทำสถิติเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ จากกลยุทธ์การผลิตอ้อมทั่วโลกผ่าน “โรงงานเงา” แล้วส่งไปขายให้อเมริกา แถมยังได้ต้นทุนที่ถูกกว่าเดิมอีกด้วย เกมนี้ ผู้นำอเมริกาเสียค่าโง่ไปเต็มๆ."ลม เปลี่ยนทิศ"คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม