“ทรัมป์” ห้าวไม่เลิก ขู่รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลาคนใหม่ หากไม่ทำตามสหรัฐฯ อาจต้องจ่ายแพงกว่าที่คิดฮึ่มใช้กำลังทหารโจมตีเวเนฯอีกครั้ง หากไม่ร่วมมือกับสหรัฐฯให้เข้าถึงแหล่งน้ำมันและทรัพยากรอื่นๆ ทั้งหมดของประเทศ พร้อมประกาศลั่นเล็งขยี้ “โคลอมเบีย” เป็นเป้าหมายต่อไปด้วยข้ออ้างเดิม มีผู้นำที่ขาดความชอบธรรมและส่งยาเสพติด “โคเคน” เข้าไปขายในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ รมว.กลาโหมเวเนฯ แฉปฏิบัติการของหน่วยรบพิเศษ เดลตา ฟอร์ซ เข้าจับกุม “มาดูโรและภริยา” ทำทหารและพลเรือนตายอย่างน้อย 80 ศพ ในจำนวนนี้ 33 นาย เป็นกองกำลังจากคิวบาส่งมาอารักขาอดีตผู้นำเวเนฯจากกรณีรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้กำลังทหารบุกประเทศเวเนซุเอลาเมื่อก่อนรุ่งสางวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา และส่งหน่วยรบพิเศษ เดลตา ฟอร์ซ เข้าจับกุมนายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และนางซีเลีย ฟลอเรส ภริยา จากภายในบ้านพักที่กรุงการากัส เมืองหลวงประเทศเวเนซุเอลา แล้วนำตัวบินลัดฟ้ามาที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ทางการสหรัฐฯได้นำตัวนายมาดูโรและนางซีเลียขึ้นศาลรัฐนิวยอร์ก ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดหลายกระทง สำนักงานอัยการรัฐนิวยอร์กระบุว่า นายมาดูโรเป็นนักการเมืองราชายาเสพติดและสนับสนุนกลุ่มองค์กรต่างๆที่สหรัฐฯ ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ก่อการร้าย เช่น แก๊งซินาลัวและเซตาสในประเทศเม็กซิโก ในการลักลอบขนยาเสพติดโคเคนเข้าไปยังสหรัฐฯ นอกจากนี้ นายมาดูโร ยังถูกตั้งข้อหาครอบครองอาวุธปืนและอาวุธร้ายแรง ซึ่งจะทำให้อดีตผู้นำเวเนซุเอลารายนี้อาจต้องโทษจำคุกเป็นเวลานับสิบปีในแต่ละข้อหาขณะเดียวกัน พล.อ.วลาดิเมียร์ ปาดริโน รมว.กลาโหมของเวเนซุเอลา เปิดเผยว่า ระหว่างปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ ในการบุกจับกุมตัวนายมาดูโรและภริยา ทหารสหรัฐฯได้สังหารเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยประจำตัวนายมาดูโรอย่างโหดร้ายจำนวนมาก แต่นายปาดริโนไม่เปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัดว่า มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตเท่าไหร่ แต่สื่อนิวยอร์ก ไทม์ส รายงานอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่เวเนซุเอลาที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อว่า การบุกเวเนซุเอลาของทหารสหรัฐฯ ครั้งนี้ ทำให้มีทหารและพลเรือนของเวเนซุเอลาเสียชีวิตอย่างน้อย 80 ศพ ขณะที่รัฐบาลคิวบาออกแถลงการณ์ว่า มีเจ้าหน้าที่กองกำลังปฏิวัติคิวบา จำนวน 33 นาย เสียชีวิตจากปฏิบัติการที่ป่าเถื่อนของทหารสหรัฐฯ ต่อการโจมตีเวเนซุเอลาครั้งนี้ และได้ประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 2 วัน ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานด้วยว่า รัฐบาลคิวบาได้ส่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมาช่วยอารักขานายมาดูโร แต่ไม่ชัดเจนว่ามาอยู่รอบตัวนายมาดูโรจำนวนกี่นายด้านนางเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการคนใหม่ของเวเนซุเอลา ได้จัดประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 ม.ค. และเปิดเผยว่า พร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯในหลายประเด็น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาร่วมกัน ขณะที่นายทรัมป์เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า นายมาร์โค รูบิโอ รมว.ต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้แจ้งต่อเขาว่า นางเดลซีให้คำมั่นว่าจะทำทุกอย่างที่สหรัฐฯต้องการ ซึ่งนายทรัมป์ขู่ว่า หากนางเดลซีไม่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง อาจจะต้องจ่ายราคาที่แพงมาก และอาจเป็นราคาที่แพงกว่ามาดูโรด้วย พร้อมกันนี้ นายทรัมป์ยังประกาศว่าสหรัฐฯ กำลังควบคุมเวเนซุเอลา และจะใช้กำลังทหารโจมตีเวเนซุเอลาอีกครั้ง หากไม่ร่วมมือกับสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯต้องการเข้าถึงแหล่งน้ำมันและทรัพยากรอื่นๆของเวเนซุเอลาทั้งหมดนอกจากนี้ นายทรัมป์ยังบอกด้วยว่า มีความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารกับโคลอมเบีย โดยระบุว่า โคลอมเบียมีผู้นำที่ขาดความชอบธรรมและชอบผลิตโคเคนส่งเข้าไปขายในสหรัฐฯ และเขาจะไม่อดทนกับเรื่องนี้อีกต่อไป ขณะที่นายกุสตาโว เปโตร ประธานาธิบดีของโคลอมเบีย ตอบโต้คำพูดนายทรัมป์ทันทีว่า ตัวเขาเป็นผู้นำที่ชอบธรรมของโคลอมเบีย และไม่ใช่พ่อค้ายาเสพติดตามที่นายทรัมป์กล่าวหาด้านปฏิกิริยาของบรรดาผู้นำชาติยุโรป ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ต่อการบุกจับกุมตัวนายมาดูโรนั้น บรรดาผู้นำยุโรปต่างสงวนท่าทีต่อเรื่องนี้ โดยเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ เห็นด้วยกับการที่นายมาดูโรพ้นจากตำแหน่งผู้นำของเวเนซุเอลา แต่ควรเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่นางคายา คัลลาส หัวหน้าด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป หรืออียู กล่าวว่า อียูยืนยันมาตลอดว่า นายมาดูโรเป็นผู้นำที่ขาดความ ชอบธรรมของเวเนซุเอลา และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างสันติและเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นท่าทีเดียวกับ นางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการ ยุโรป เปิดเผยว่า อียูยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเวเนซุเอลาและขอให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปตามกฎบัตรของสหประชาชาติขณะที่นายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศของจีน กล่าวว่า จีนไม่เคยเชื่อมั่นว่าจะมีประเทศหนึ่งประเทศใดทำหน้าที่ตำรวจโลกและไม่ยอมรับประเทศใดก็ตามที่ทำตัวเป็นผู้พิพากษาโลก จีนเชื่อมั่นว่า อธิปไตยและความมั่นคงของแต่ละประเทศควรได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ