ผมมีความจำเป็นจะต้องเขียนต้นฉบับล่วงหน้าสำหรับข้อเขียนวันนี้ แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะเขียนเรื่องอะไรดีที่พอเข้ากับเหตุการณ์ และจะไม่เชยเกินไป เนื่องจากเหตุการณ์ทั้งเศรษฐกิจ และการเมืองในนาทีนี้ ค่อนข้างจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากก็พอดีเพื่อนรักเกลอเก่าและเป็นแฟนคอลัมน์ผมอยู่ด้วยโทรศัพท์มาขอให้อธิบายหน่อย เพราะได้ยินนักวิจารณ์เศรษฐกิจพูดกันว่า...สถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้ อาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Stagflation ขึ้นมาได้...จึงอยากรู้ว่าคือสถานการณ์อะไร?ผมก็ตอบเพื่อนไปเท่าที่จำได้และเมื่อตอบเสร็จสรรพ ก็อุทานกับตัวเองว่า ได้การละ-เขียนเรื่อง Stagflation ลงคอลัมน์วันนี้เสียเลย...มันจะเกิดหรือไม่เกิดยังไม่รู้-แต่เรามาเรียนรู้เอาไว้ก่อนเผื่อมันเกิดขึ้นจริงๆ จะได้ผ่อนหนักเป็นเบาเนื่องจากผมมีเวลาไม่ต้องตอบสดๆ เหมือนที่คุยกับเพื่อน...ขออนุญาตใช้วิธีลอกคำตอบจาก AI ในกูเกิลเลยดีกว่า...เจ้า AI สรุปไว้แบบสั้นๆและง่ายๆดังนี้ครับStagflation คือภาวะทางเศรษฐกิจที่เกิดความผิดปกติอย่างรุนแรง โดยเป็นการรวมตัวของ 3 ปัจจัยที่โดยปกติจะไม่ค่อยเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่1.Stagnation (เศรษฐกิจชะงักงัน) : อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ต่ำ หรือถดถอย 2.Inflation (เงินเฟ้อสูง) : ราคาสินค้าและบริการแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อำนาจซื้อลดลง และ 3.High Unemployment (การว่างงานสูง) : ธุรกิจต่างๆชะลอการจ้างงานหรือเลิกจ้างเนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดีถาม...ทำไม Stagflation ถึงน่ากลัว? คำตอบก็คือภาวะนี้ถือเป็นฝันร้ายของนักนโยบายเศรษฐกิจ เพราะวิธีแก้ปัญหาหนึ่ง มักจะไปทำให้ปัญหาอีกอย่างหนึ่งแย่ลง เช่นถ้า ขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดเงินเฟ้อ-จะยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจชะลอตัว และคนตกงานมากขึ้น...หรือถ้า ลดดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ-จะยิ่งเป็นการเร่งให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นไปอีกถาม...อะไรคือสาเหตุหลักของการเกิด Stagflation? คำตอบคือ หลักๆจะมาจาก 2 สาเหตุ ได้แก่ 1.Supply Shock : ต้นทุน-การผลิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น 1.ราคาน้ำมันหรือพลังงานแพงขึ้นเฉียบพลัน หรือ 2.นโยบายที่ผิดพลาด เช่น การฉีดเงินเข้าระบบมากเกินไปในขณะที่ภาคการผลิตยังไม่พร้อมครับ จากความรู้ที่ AI ช่วยสรุปให้จะเห็นได้ชัดเจนว่า สาเหตุที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ Stagflation ของหลายๆประเทศทั่วโลก รวมทั้งไทยเราด้วย ก็คือ Supply Shock อันเกิดจากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันขึ้นกระฉูดนั่นเองนักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นห่วงเรื่องนี้มากท่านแรกเตือนไว้ตั้งแต่ราคาน้ำมันพุ่งสัปดาห์แรก ได้แก่ เลขาธิการสภาพัฒน์ ดนุชา พิชยนันท์ อธิบายไว้ใน ฉากทัศน์ ที่ 2 ของท่านว่า หากสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งไปถึง 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้เงินเฟ้อของประเทศไทยสูงถึง 1.9 เปอร์เซ็นต์ และอาจเกิด Stagflation ขึ้นได้ล่าสุด คุณยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืนของ ธนาคารไทยพาณิชย์ แถลงแก่ผู้สื่อข่าวอย่างละเอียดว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยอาจเกิดภาวะ Stagflation ได้ หากสงครามยืดเยื้อเกิน 4 เดือน ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ของอังกฤษเฉลี่ยทั้งปีสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นถึง 3.2% ในขณะ GDP จะโตแค่ 1.4%ความน่าห่วงอยู่ตรงที่เพิ่งจะรบกันมาประมาณ 4 สัปดาห์เศษเท่านั้น ยังไม่ถึง 3 เดือน 4 เดือนเลย ราคาน้ำมันเฉพาะ Brent ในวันนี้ก็ขึ้นไปถึง 112.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ใกล้จะถึง 120 เหรียญต่อบาร์เรลเต็มที หากยืดเยื้อถึง 4 เดือนไม่ทราบจะพุ่งขึ้นไปเท่าไรหวังว่าสงครามตะวันออกกลางจะยุติลงได้โดยเร็วนะครับ...ก่อนที่จะเกิด Stagflation ขึ้นในหลายๆประเทศทั่วโลก รวมทั้งไทยเราด้วยที่น่าห่วงที่สุด ณ นาทีนี้."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม