โดนกันไปอย่างถ้วนหน้า สำหรับกำแพง ภาษี “อัตราหลังต่อรอง” ของรัฐบาลสหรัฐฯสำหรับไทยที่ตัดสินใจใช้เงินแก้ปัญหา จ้างล็อบบี้ยิสต์ช่วยคุยเผื่อภาษาอังกฤษจะดีกว่าเยส!โน!โอเค! โดนในอัตราเท่าเดิม 36% ไม่ต่างอะไรกับอัตราที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดมาเมื่อ 3 เดือนก่อนแต่ก็อย่าเพิ่งไปคิดว่า เสียเงินโดยใช่เหตุ จ้างไปแล้วทำไมผลลัพธ์เท่าเดิม เพราะหากมองกันแบบเชิงโคตรบวกถือว่า “ดีแล้ว” ที่ไม่เลวร้ายกว่าเดิม จากโดน 36% กระโดดไปกลายเป็น 40-50%แน่นอนว่าบางคนเขาทำแบบเราไม่ได้ เขามองเรื่องนี้เป็นจริงเป็นจังและมีการขยับเขยื้อนหาช่องทางในการเจรจาต่อรองกับทรัมป์ในทุกรูปแบบ เนื่องด้วยยุทธศาสตร์บ้านเมือง จำเป็นต้องมี สหรัฐฯ อยู่ในสมการในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) สัปดาห์ก่อน ได้มีโอกาสไปหารือเรื่องนี้กันอย่างเข้มข้นในแวดวงกลุ่มนักวิชาการและกลุ่มคลังสมอง Think-Tank หลายคนมองว่าถือเป็นสิ่งที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะไต้หวันจำเป็นต้องมีสหรัฐฯในการรับมือภัยคุกคามทางความมั่นคง เลยจำเป็นที่จะต้องต่อรองอย่างหนัก เพื่อให้อัตราภาษีต่ำกว่าระดับ 15% (ที่หวังกันไว้) ไม่ใช่โดนในอัตราภาษีตอบโต้รอบแรก 32%เรื่องนี้ไต้หวันมีกรอบความคิดเป็นหลายส่วน มีกลุ่มที่เห็นถึงความไม่แน่ไม่นอนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และความจำเป็นที่ไต้หวันต้องขยับตัว เขียนเส้นทาง “ซับพลายเชน” การไหลเวียนของสินค้าอุตสาหกรรมกันใหม่ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทต่างๆให้มากที่สุดตามด้วยกลุ่มที่มองว่า ไม่ใช่เรื่องน่าซีเรียส ทุกอย่างจะลงตัวได้ด้วยดี เพราะถึงทรัมป์จะมีความโลเลบ้าง แต่พอต้องการอะไรแล้วก็จะเปิดเผยออกมาตรงๆไม่อ้อมค้อม อีกทั้งกำแพงภาษีคนที่จะเจ็บคือผู้บริโภคสุดท้ายคือกลุ่มที่มองแง่ลบไปเลยว่า สิ่งที่สหรัฐฯต้องการคือการเจาะทะลวงเข้ามาหาผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมการผลิต “เทคโนโลยีแบบพกพา” ของไต้หวัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย TSMC ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่ ก็เพิ่งขยายการลงทุนในสหรัฐฯ...อาวุธก็ซื้อสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือเจรจากันไปก่อน เพื่อให้อัตราออกมาในจุดที่รับได้มากที่สุด เนื่องด้วยเชื่อกันว่า “สิ้นปีเดี๋ยวก็มีมาอีก” สำหรับเรื่องกำแพงภาษีสหรัฐฯ แต่ทั้งนี้เชื่อว่าในที่สุดแล้วการประเมินความเป็นไปได้หลากหลายช่องทาง ย่อมจะช่วยผ่อนหนัก เป็นเบา และมีทางให้ไปต่อได้ในที่สุด.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม