สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เพิ่งลงมติผ่านร่างกฎหมายเพื่อขยายบางมาตรการลดหย่อนภาษีจากยุคแรกของทรัมป์ ค.ศ.2017 (Tax Cuts and Jobs Act หรือ TCJA) โดยเฉพาะในส่วนของบุคคลธรรมดาที่จะหมดอายุใน ค.ศ.2025 ออกไปอีก 10 ปี จนถึง ค.ศ.2035 สภาคองเกรสมี 2 สภา 1.สภาผู้แทนราษฎร และ 2.วุฒิสภา ร่างกฎหมายนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา ตอนนี้ยังไม่ได้ใช้บังคับนะครับผ่านมติ สส.แล้ว ต่อไปก็เป็นพวก สว.พิจารณา และถ้าออกเป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้ รายได้ที่มาจากภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯจะลดลงไปหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปี Congressional Budget Office (CBO) ผมหมายถึงสำนักงานงบประมาณแห่งรัฐสภาคองเกรส ของสหรัฐฯประเมินว่า หากกฎหมายนี้มีผลจริง รัฐบาลสหรัฐฯจะขาดรายได้รวมมากกว่า 3.5-4.6 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 10 ปี และหนี้สาธารณะจะพุ่งเร็วกว่าเดิมทรัมป์มาจากพรรครีพับลิกันซึ่งเอาใจแต่คนรวย รัฐบาลทรัมป์ลดอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 21% นี่คือผลประโยชน์ต่อบริษัทขนาดใหญ่และผู้มีรายได้สูง ทรัมป์ลดภาษีให้คนมีรายได้สูงคนรวยและเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ได้ “ประโยชน์มาก” คนชั้นกลางและชั้นล่างได้ “ประโยชน์เล็กน้อย” ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯจะมีรายได้ลดลง ทำให้มีการขาดดุลมากขึ้น และบั้นปลายท้ายที่สุด แน่นอนครับว่าหนี้ของสหรัฐฯจะพุ่งกระฉูดส่งตูดจัมโบ้ อเมริกันชนคนสหรัฐฯที่รายได้น้อยกว่า 3 หมื่นดอลลาร์ต่อปี ภาษีที่ลดลงจะมีเพียงนิดหน่อย แค่หลักร้อยดอลลาร์ต่อปี แต่คนที่มีรายได้ 3 หมื่นถึง 1 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ลดหย่อนภาษีมาก พวกที่มีรายได้สูงคือมีมากกว่า 2 แสนดอลลาร์ต่อปีได้มากที่สุดแถมยังมีการลดภาษีแบบ pass-through ที่หมายถึง ไม่เสียภาษีนิติบุคคลโดยตรง รายได้หรือกำไรของกิจการจะ “ผ่านทะลุ” ไปยังเจ้าของ และเจ้าของจะนำไปรายงานรวมกับรายได้ส่วนตัวเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนรวยได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้มากที่สุด เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ หรือผู้ถือหุ้นในธุรกิจซึ่งมีรายได้หลักมาจากธุรกิจหรือหุ้นได้ประโยชน์มหาศาลโดยผ่านกลไกนิติบุคคลและการลงทุน ได้หักค่าใช้จ่าย ได้เครดิตทางภาษีเพิ่มขึ้น ไม่ต้องจ่ายภาษีสูงเท่าเดิมอนาคตหลังจากทรัมป์ตายกลายเป็นผีไปแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯในอนาคตจะเอาสตางค์จากไหนมาใช้ ทุกวันนี้สหรัฐฯก็มีรายจ่ายสูงกว่ารายได้มาก เป็นผลมาจากกฎหมายลดหย่อนภาษีที่เกิดขึ้นในยุคทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ถังแตกเพิ่มพูนเป็นดินพอกหางหมูเพิ่มขึ้นมากทุกปีเมื่อมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย รัฐบาลสหรัฐฯก็ขาดดุลงบประมาณมโหฬาร เก็บภาษีได้น้อย แต่ยังต้องจ่ายบำนาญ สวัสดิการ และด้านการทหารที่สูง รัฐบาลจึงต้องเอาเงินอนาคตมาใช้ในสมัยของตัว ให้รัฐบาลของข้าพเจ้ารอดไว้ก่อน ส่วนรัฐบาลในอนาคต “ช่างหัวมัน” “มรสุมข้างหน้า พวกเอ็งไปแก้ไขกันเอง”Moody’s ส่งสัญญาณเตือนโดยปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯเป็นลบ เป็นการบอกทางอ้อมว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจจะไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการหนี้ทรัมป์เตรียมออกพันธบัตรกู้เงินจากในและต่างประเทศเพื่อเอาเงินมาชดเชยงบประมาณ ทรัมป์ยังเป็นประธานาธิบดีอีก 3 ปีกว่า แกจะต้องกู้เงินมาใช้มากขึ้น พันธบัตรขายไม่ออก เพื่อจูงใจให้คนซื้อ ก็ต้องเพิ่มดอกเบี้ยพันธบัตร อ้าวเฮ้ย ยุ่งเป็นลิงแก้แห ดอกเบี้ยพันธบัตรสูง ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลที่ต้องจ่ายก็สูงตาม เฮ้ย “หนี้พุ่ง”“หนี้พุ่ง” ก็ต้องขายเพิ่ม พันธบัตรรัฐบาลล้นตลาดจนใกล้จะเป็นพันธบัตรขยะ รัฐบาลต้องให้ดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดอกเบี้ยแพง อ้าว “หนี้เพิ่ม” เมื่อ “หนี้เพิ่ม” ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง ไม่มีใครอยากซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯสหรัฐฯอาจจะเข้าสู่ Debt Supercycle “วัฏจักรหนี้ขั้นสุดท้าย” ผมหมายถึง ในอนาคตสหรัฐฯอาจจะอยู่ในภาวะสะสมหนี้ต่อเนื่องยาวนานจนเกินระดับที่เศรษฐกิจสามารถรองรับได้ หนี้สหรัฐฯ จะมากจนไม่สามารถชำระคืน หรือคุมดอกเบี้ยได้ทางแก้ง่ายๆ แบบสุกเอาเผากินด้วยการพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อชดเชยการขาดดุล และจะสร้างแรงกดดันทำให้เกิด “เงินเฟ้อ”.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม