“อนุทิน” ขอบคุณจีนในความ ปรารถนาดี หลังมอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม 10 ล้านหยวน บวกสิ่งของบรรเทาทุกข์ มูลค่า 10 ล้านหยวน รวมทั้งสิ้น 20 ล้านหยวน ร่วม 90 ล้านบาท จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะที่ เสธ.ทภ.2 ถก RBC ไทย-กัมพูชา ใน 3 ประเด็นสำคัญ กำหนดผู้รับผิดชอบหลักประสานงานชายแดน ป้องกันอุบัติเหตุต่อกำลังพล และความร่วมมือกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่ตอนใน หวังพัฒนาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือชายแดน ด้าน ก.กลาโหม แจงปมเตรียมส่งคืนสิ่งของที่ยึดได้จากทหารกัมพูชา งัดกฎหมายระหว่างประเทศ ชี้ห้ามทำลาย ห้ามยึด ห้ามปล้นสะดม เข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม ยกเว้นเป้าหมายทางทหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังไร้การปะทะมากว่าสามสัปดาห์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 ม.ค. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย เพื่อมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประเทศ ไทย เป็นเงินบริจาค 10 ล้านหยวน (45 ล้านบาท) และสิ่งของบรรเทาทุกข์ มูลค่า 10 ล้านหยวน รวมมูลค่า 20 ล้านหยวน ราว 90 ล้านบาท กรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งนายอนุทินกล่าวขอบคุณรัฐบาลและประชาชนจีนสำหรับน้ำใจ และความปรารถนาดีที่มีต่อคนไทย ความช่วยเหลือดังกล่าวสะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีนที่มีมายาวนานส่วนที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของประธานกองเลขานุการคณะ กรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทยกัมพูชา (RBC) ด้านกองทัพภาคที่ 2 และภูมิภาคทหารที่ 4 ที่เริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. โดยการพบปะในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ และร่วมกันทบทวนการปฏิบัติงานตามถ้อยแถลงร่วม จากการประชุม GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 โดยมีประธานร่วมประกอบด้วย ฝ่ายไทย พลตรี กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการ กองทัพภาคที่ 2 ในฐานะประธาน กลก. RBC ด้านกองทัพภาคที่ 2 ฝ่ายกัมพูชา พลจัตวา นิด นารง รองเสนาธิการ ภูมิภาคทหารที่ 4 ในฐานะประธาน กลก. RBC ด้าน ภูมิภาคทหารที่ 4สำหรับประเด็นหารือสำคัญมี 3 ประการ ได้แก่ 1.การกำหนดผู้รับผิดชอบหลักในการประสานงานชายแดนระหว่างกองทัพภาคที่ 2 และภูมิภาคทหารที่ 4 เพื่อความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 2.การกำหนดแนวทางป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ สำหรับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน และ 3.การกำหนดแนวทางความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ตอนใน เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังกองทัพไทยได้สำรวจสิ่งของยึดได้จากทหารกัมพูชาในเหตุการสู้รบ เพื่อเตรียมส่งคืนเมื่อถึงเวลา ทำให้เกิดกระแสโจมตีในโซเชียลมีเดียวงกว้าง ล่าสุด กระทรวงกลาโหมเผยแพร่ข้อมูล หัวข้อ ทำความรู้จักการคุ้มครองทรัพย์สินในสภาวะสงคราม ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ กฎเกณฑ์ข้อที่ 50 (Rule 50) จากกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ของ ICRC มุ่งคุ้มครองทรัพย์สินในสภาวะสงคราม สรุปได้ว่า หลักการ (The Core Rule) “ห้ามทำลายหรือยึดทรัพย์สินของฝ่ายศัตรู เว้นแต่จะมีความจำเป็นทางทหารอย่างยิ่งยวด กฎข้อนี้ใช้บังคับทั้งในความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างประเทศ และความขัดแย้งภายในประเทศ โดยครอบคลุมทั้งทรัพย์สินของรัฐและทรัพย์สินส่วนบุคคล เงื่อนไขพิจารณาเป็น 2 ส่วนหลัก ข้อห้ามทั่วไป เพื่อป้องกันการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าขอบเขตของสงคราม และป้องกันการปล้นสะดม ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงคราม การทำลาย เช่น การเผาบ้านเรือน การทำลายพืชผล หรือการระเบิดสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร การยึดทรัพย์ เช่น การยึดเอาที่ดิน ทรัพย์สิน หรือทรัพยากรของฝ่ายตรงข้ามมาเป็นของตนโดยมิชอบ”ข้อยกเว้นสำหรับความจำเป็นทางทหาร (Imperative Military Necessity) โดยการจะทำลายหรือยึดทรัพย์สินได้นั้น ต้องครบเงื่อนไขดังนี้ 1.เพื่อเป้าหมายทางทหารเท่านั้น คือทรัพย์สินนั้น ต้องถูกใช้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการรบ (เช่น บ้านหลังนั้นถูกใช้เป็นฐานปืนซุ่มยิงของศัตรู จึงจำเป็นต้องทำลาย) 2.ความสมเหตุสมผล (Pro portionality) คือความเสียหายที่เกิดขึ้น ต้องไม่เกินกว่าประโยชน์ทางทหารที่ได้รับ 3.ไม่มีทางเลือกอื่น คือหากสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้โดยไม่ต้องทำลายทรัพย์สิน ต้องเลือกทางเลือกนั้น คำว่า “Imperative” (อย่างยิ่งยวด) เน้นย้ำว่าไม่ใช่แค่ “อยากทำ” แต่ต้องเป็นเหตุการณ์ที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ในเชิงยุทธวิธี ความเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่น-การห้ามปล้นสะดม (Pillage) โดยการยึดทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ส่วนตนนั้น ต้องห้ามเด็ดขาดในทุกกรณี ส่วนการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรม คือทรัพย์สินที่เป็นมรดกโลก วัด หรือโบราณสถาน จะมีเกณฑ์การคุ้มครองที่สูงกว่าทรัพย์สินทั่วไปต่อมาเวลา 14.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าชาวกัมพูชาโพสต์จากฝั่งทมอดา ต.เวียลเวล จ.โพธิสัตว์ ระบุว่ากลุ่มชาวจีนที่ตั้งร้านค้าอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้เข้ามารื้อลวดหนามที่ทางการไทยวางไว้ พร้อมติดตั้งธงชาติจีน เพื่อจะเข้าไปขนย้ายสินค้าหรือของต่างๆภายในชุมชนของชาวจีนที่บริเวณชายแดน ขณะนี้ทางทหารไทยที่ประจำการอยู่บริเวณบ้านท่าเส้น จ.ตราด ได้เข้าไประงับเหตุแล้ว อยู่ระหว่างการเจรจา และตรึงกำลังในพื้นที่อีกครั้งอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่