เหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้าหรูกลางกรุงเทพฯ จากเงื้อมมือของเด็กชายวัย 14 ปี ไม่กี่วันก่อน เชื่อว่าหลายคนคงมีความรู้สึกไม่ต่างกัน ทั้งตกตะลึง เศร้าสลดใจ ไปพร้อมๆ กับโกรธแค้นในคราวเดียวกันยังทำให้นึกถึงเหตุสะเทือนขวัญในทำนองเดียวกันที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา กรณี เด็กชายวัยเพียง 6 ขวบ ใช้ปืนยิงครูในห้องเรียน ของตัวเองที่โรงเรียนประถมศึกษาริชเน็ค เมืองนิวพอร์ต นิวส์ รัฐเวอร์จิเนีย จนถูกจารึกให้เป็นหนึ่งในมือปืนก่อเหตุในโรงเรียนที่มีอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯในคดีนี้ตำรวจเผยว่า เด็กชายหยิบปืนพกกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม. ของแม่ที่ซื้อมาอย่างถูกกฎหมายออกมาจากกระเป๋าแล้วก็เล็งตรงไปที่ “อบิเกล ซเวอร์เนอร์” ครูสาววัยเบญจเพสที่กำลังนั่งอ่านหนังสือในห้องเรียน จากนั้นก็ลั่นไก 1 นัด โดนที่มือซ้ายและหน้าอกของซเวอร์เนอร์จนบาดเจ็บสาหัส แต่ด้วยวิญญาณความเป็นครู เธอยังคุมสติอย่างดีและรีบนำเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ออกจากห้องอย่างปลอดภัย ก่อนที่ครูรายอื่นจะคุมตัวมือปืนฟันน้ำนมไว้ได้แน่นอนว่าด้วยอายุเพียงเท่านี้ อัยการรัฐเวอร์จิเนียจึงสั่งไม่ตั้งข้อหาเด็ก 6 ขวบ ผู้ลงมือ แม้จะชี้ชัดว่าเป็นการกระทำโดย “เจตนา” ทว่า “เดจา เทย์เลอร์” มารดาและเจ้าของปืน ไม่รอด ถูกตั้งข้อหาอาญา ฐานละเลยไม่ดูแลเอาใจใส่เด็ก และความผิดฐานเก็บอาวุธปืนโดยประมาทจนเป็นอันตรายต่อเด็ก ซึ่งเธอยอมรับผิดในคดีแรก ส่วนข้อหาที่ 2 ถูกศาลยกฟ้อง ศาลมีกำหนดการพิจารณาโทษของเธอในวันที่ 27 ต.ค.นี้ และอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 25 ปีเทย์เลอร์กล่าวในการสัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ค. ว่า เต็มใจรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันลูกชายของเธอเป็น “เด็กดี” และเต็มไปด้วยพลัง ไม่เคยหยุดนิ่ง ยังอ้างว่าการกระทำของลูกชายเกี่ยวข้องกับอาการ ADHD หรือโรคสมาธิสั้นที่ลูกเป็น ส่วนทนายของเทย์เลอร์ยังพยายามชี้ถึงสภาวะทางจิต อ้างว่าเด็กมี “ปัญหาทางอารมณ์ขั้นรุนแรงมาระยะหนึ่งแล้ว” แต่อาการดีขึ้นตามลำดับจากการบำบัดแม้ไม่มีผู้เสียชีวิตในคดีนี้ แต่ทั้งครูและเด็กนักเรียนผู้เห็นเหตุการณ์ต่างเป็นเหยื่อความรุนแรง ได้รับบาดแผลฝังลึกในใจ ได้แต่หวังว่าการบำบัดรักษาและเวลาจะช่วยเยียวยา ขณะที่ยังเกิดความสงสัยถึงอนาคตของเด็กน้อยคนนี้ว่าจะเป็นอย่างไร กลับตัวกลับใจใช้สตินำทาง หรือใช้ความรุนแรงเป็นทางออก ก็คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะล่วงรู้.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม