ทุกสรรพสิ่งย่อมไม่จีรัง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ยุคสงครามเย็นที่สร้างความตึงเครียดแก่โลกเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ถึงวันหนึ่งก็สูญสลายภายในพริบตาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บุคคลแห่งประวัติศาสตร์ “มิคาอิล กอร์บาชอฟ” ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่หนีไม่พ้นฟันเฟืองแห่งเวลา ถึงแก่ อสัญกรรมที่โรงพยาบาลในกรุงมอสโก สิริอายุขัย 91 ปี อำลาจากโลกนี้ในฐานะผู้นำคนสุดท้ายของสหภาพโซเวียต หรือสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบันนายกอร์บาชอฟถือเป็นผู้นำที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แก่โลก เนื่องจากนโยบายกลาสนอสต์ “เปิดกว้าง” และเปเรสตรอยกา “ปฏิรูป” เพื่อหวังรื้อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้เกิดการปลดแอก แยกตัวเป็นเอกราช ความพยายามรัฐประหาร และจุดสิ้นสุดของสหภาพโซเวียต“หลังม่านเหล็ก” คำบัญญัติของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิล ซึ่งหมายถึงอาณาเขตอิทธิพลของโซเวียตเหนือดินแดนยุโรปตะวันออกได้ถูกกระชากสลายไป เกิดเหตุการณ์สำคัญระดับโลกนั่นคือ การทลาย “กำแพงเบอร์ลิน” อันกลายเป็นสัญลักษณ์ของการรวมชาติเยอรมนี ขณะที่ชาติตะวันตกยิ้มร่า เมื่อไม่มีโซเวียต ก็ไม่มี “สงครามเย็น” อีกต่อไปนี่คือประวัติโดยสังเขปของ “กอร์บาชอฟ” ที่มีทั้งคนเกลียดและคนรัก ชาวรัสเซียจำนวนมาก สื่อรัสเซียต่างๆ มองว่า นายกอร์บาชอฟคือผู้ที่ทำลายความยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียต ทำให้รัฐต่างๆแยกตัวเป็นอิสระ (ลัตเวีย ลิทัวเนีย เอสโตเนีย หรือยูเครน เป็นต้น) การใช้ชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือหรือขนาด “วลาดิเมียร์ ปูติน” ประธานาธิบดีรัสเซียคนปัจจุบัน ก็เคยแสดงความไม่พอใจกับการล่มสลายที่เกิดขึ้น กล่าวว่า “เป็นหายนะครั้งใหญ่ทางภูมิรัฐศาสตร์ของศตวรรษที่ 20” และแน่นอนมีรายงานว่า ปูตินไม่ไปร่วมพิธีศพ ทั้งไม่มีการจัดรัฐพิธีศพเหมือนกับเหล่าผู้นำในอดีต อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่เคารพนับถือก็เป็นเพราะความกล้าที่จะล้ม ไม่นำประเทศเข้าสู่ห้วงเวลาของความขัดแย้งและสงคราม อันนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพสังคมเศรษฐกิจที่ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน ขณะที่ชาติตะวันตกต่างพากันยกย่องในฐานะคนกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ยอมรับความเป็นเสรี เปิดรับระบอบประชาธิปไตยแน่นอนมีบทความมากมายกล่าวถึง “กอร์บาชอฟ” ในเชิงนโยบาย แต่มีอยู่ชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ เขียนโดยสตีฟ โรเซนเบิร์ก บก.บีบีซีประจำรัสเซีย กล่าวถึง “ความเป็นมนุษย์” ของอดีตผู้นำโซเวียต ซึ่งขอหยิบยกมาสรุปโดยสังเขป ณ ที่นี้ “ระหว่างการนัดสัมภาษณ์คุณกอร์บาชอฟ ที่ทีมงานของเราได้รู้จักกันตั้งแต่ปี 2539 สมัยตั้งแต่อยู่ช่องซีบีเอส สหรัฐฯ คุณกอร์บาชอฟแสดงให้เราประจักษ์ว่า เขาเป็นคนที่ชื่นชอบดนตรี ภายในห้องส่วนตัวมีเปียโนใหญ่ที่เพียงกดปุ่มก็เล่นเองโดยอัตโนมัติ อดีตผู้นำโซเวียตถามเราว่า เล่นเป็นไหม พอผมเสนอตัวเล่นเพลงดังของรัสเซีย มอสโกไนต์ ท่านก็ร้องคลอตาม แถมมีการขอเพลงยุคสงคราม ดาร์ก อิส เดอะ ไนต์...ฉันรู้ว่าเธอที่รักยังคงลืมตาตื่น นั่งอยู่เคียงข้างเปลทารก เธอแอบปาดน้ำตาโดยไม่ให้ใครเห็น ฉันรักแววตาอันลึกซึ้งและอ่อนโยนของเธอ รับรู้ไหมว่าฉันอยากจะจุมพิตเธอมากเพียงใด” “หลังจากร้องจบ ท่านผู้นำยิ้มกว้าง พร้อมพูดว่า ไรซารักการร้องเพลงของผม...ไรซาคือภริยาสุดที่รักที่อยู่เคียงข้างคุณกอร์บาชอฟมานานเกือบ 46 ปี ก่อนเสียชีวิตด้วยโรคลูคีเมียในปี 2542 ในหนังสือชีวประวัติเล่มหนึ่ง คุณกอร์บาชอฟบรรยายไว้ว่า การสูญเสียไรซาทำให้ชีวิตเหมือนไร้ความหมาย ไม่เคยมีใครไหนมาก่อนที่จะรู้สึกอ้างว้างเดียวดายเช่นนี้...ดังนั้นทุกครั้งที่มีการพูดถึงภริยา คุณกอร์บาชอฟจะมีแววตาเป็นประกายขึ้นมาทันที หยิบอัลบั้มรูปถ่ายเก่าๆมาให้ทีมงานเราดู ไม่ว่าจะเป็นภาพตอนออกท่องเที่ยวกับภริยา ภาพถ่ายครอบครัว ภาพภริยาร่วมออกเดินสายไปต่างประเทศ รวมถึงภาพที่ปลาบปลื้มมากที่สุด...ภาพที่ระลึกก่อนวันแต่งงานในปี 2496”“อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต บุคคลทรงอิทธิพลที่นำมาซึ่งจุดจบของสงครามเย็น แสดงความเป็นคนอบอุ่น เป็นคนที่น่ารัก ที่ยังรักภริยาอย่างสุดหัวใจ และโศกเศร้าอย่างหนักต่อการจากไปของเธอ ไรซาอยู่ในทุกแห่งหน ในหนังสือของกอร์บาชอฟ ในกรอบรูปของกอร์บาชอฟ และในเสียงเพลงของกอร์บาชอฟ”“ในปี 2562 ระหว่างการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้าย คุณกอร์บาชอฟได้แสดงความโศกเศร้ามากกว่าครั้งไหน เหมือนรับรู้ได้ว่าทุกสิ่งเริ่มที่จะเปลี่ยนไป การเผชิญหน้าระหว่างขั้วอำนาจตะวันตก-ตะวันออกกำลังหวนคืนมา ท่านเล่าว่า ช่วงเป็นผู้นำโซเวียตเคยเดินสายเยือนหมู่บ้านและชุมชนต่างๆทั่วประเทศ สิ่งเดียวที่ทุกคนพูดนั่นคือ มิคาอิล เซรเกเยวิช ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น เกิดปัญหาอาหารขาดแคลนอะไร ก็ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเรา เราอยู่กันได้ ขออย่างเดียว อย่าให้มีสงครามเป็นพอ ประโยคนั้นทำให้ผมเข้าใจเลยว่า สงครามครั้งก่อนทำให้ผู้คนเจ็บปวดมากเพียงไร”คุณกอร์บาชอฟไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ ไม่มีผู้นำคนไหนหรอก แต่นี่คือคนที่เป็นห่วงเป็นใยอย่างยิ่งต่อครอบครัว และเป็นห่วงเป็นใยที่จะหลีกเลี่ยง “สงครามโลกครั้งที่ 3” บก.โรเซนเบิร์ก เขียนทิ้งท้าย.วีรพจน์ อินทรพันธ์