"พินทองทา" น้ำตาคลอ ตื้นตันพ่อได้รับพระราชทานอภัยโทษ กลับคืนสู่อิสรภาพ ถือเป็นที่สุดของลูกๆกับครอบครัวแล้ว เผยพ่ออยู่บ้านเงียบสงบดีมีหลานๆทั้ง 7 รายล้อม “ประเสริฐ” เชื่อนายใหญ่ไม่ยุ่งเกี่ยวการบริหารพรรค พท. “อนุทิน” ร่วมยินดีนายเก่าพ้นโทษ “รุทธพล” เผยจ่อปลดกำไลอีเอ็ม หลังคณะกรรมการตรวจสอบชงนายกฯเซ็นคำสั่งปล่อย นายกฯเดินตลาดศรีย่านเช็กเรตติ้ง ปลื้มไทยช่วยไทย พลัส กระแสดีไม่มีตก โวประชาชนพอใจร้องขออย่าหยุด “พิจารณ์” ปัดฟอกขาว “สุรพล” นั่งประธานที่ปรึกษาทีมผู้ว่าฯ กทม. โอ่ดึงคนเห็นต่าง ขยายแนวร่วม “ดร.โจ” โต้ลดอุดมการณ์แลกคะแนนเสียง “ชัชชาติ” ฉุนสั่งฝ่ายกฎหมายจัดการ “คริส” ปูดระบบอากงเซ็งลี้ ผอ.เขตสูง 4 ล้านหวังผลเลือกตั้ง มติ ภท.สั่ง 30 สส.สีน้ำเงินถอนชื่อหนุนร่างแก้ไข รธน. ฉบับ พท. อ้างหวั่นขัดคำวินิจฉัยศาล รธน.ครอบครัวชินวัตรสุดปลาบปลื้มหลังจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โดย น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวของนายทักษิณ เปิดเผยด้วยสีหน้าตื้นตัน น้ำตาคลอดีใจที่ผู้เป็นพ่อได้อิสรภาพกลับคืนมา“เอม” น้ำตาคลอพ่อได้รับอภัยโทษเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 3 มิ.ย.ที่ท้องสนามหลวง น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีนายทักษิณได้รับพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ด้วยความตื้นตันและมีน้ำตาคลอว่า รู้สึกดีใจกับคุณพ่อ ดีใจกับครอบครัวเราและครอบครัวอื่นๆที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ภายในครอบครัวคุยกัน แต่ไม่ได้คุยอะไรกันมาก พูดแค่ว่าดีใจกับครอบครัวของเรา จากการพูดคุยกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ เราก็ดีใจ ผ่านมาช่วงหนึ่งแล้ว ช่วงนี้ก็นิ่งๆแต่รู้สึกดีใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ปลาบปลื้มกับสิ่งที่ได้รับอิสระ คุณพ่อสบายขึ้น แค่นี้เป็นที่สุดของลูกๆกับครอบครัวแล้ว คุณพ่ออยู่บ้าน ช่วงนี้เงียบสงบดี แต่หลานเข้าไปหาหนาแน่น บอกได้เลยว่าหนาแน่น 7 คนเมื่อถามว่าทางครอบครัวจะมีการทำบุญอะไรกันหรือไม่ น.ส.พินทองทากล่าวว่า ในครอบครัวมีการทำบุญกันเรื่อยๆอยู่แล้ว หลังจากนี้คงจะไปไหนมาไหนกันสะดวกมากขึ้น แต่ยังไม่ได้วางแผนการเดินสายทำบุญ คงทำในสิ่งดีๆ แต่ตอนนี้รู้สึกตื้นตันพูดไม่ออก เมื่อถามว่าได้นัดกันภายในครอบครัวไปพักผ่อนที่ไหนหรือไม่ นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามี น.ส.พินทองทากล่าวว่า ยังไม่มีกำหนดการอะไรเลย แต่ถือว่าวันนี้เป็นเรื่องน่ายินดี เมื่อถามว่าทนายความได้แจ้งขั้นตอนหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ น.ส.พินทองทากล่าวว่าคาดว่าจะต้องรออย่างเป็นทางการก่อน“ประเสริฐ” เชื่อนายใหญ่ไม่ยุ่งพรรคด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายทักษิณได้รับพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษว่า เป็นเรื่องน่ายินดี พรรค พท. สมาชิกและแกนนำพรรคทุกคนรู้สึกยินดีที่นายทักษิณได้รับพระมหากรุณาธิคุณพ้นโทษครั้งนี้ เมื่อถามว่าหลังนายทักษิณพ้นโทษแล้วมีโอกาสจะให้คำปรึกษากับพรรค พท.หรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า นายทักษิณผูกพันกับพรรค พท.อยู่แล้ว เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค โอกาสที่สมาชิกจะพบกับนายทักษิณไม่ใช่เรื่องแปลกเป็นเรื่องปกติ เมื่อถามย้ำว่า นายทักษิณจะมาให้คำแนะนำกับพรรค พท.หรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า นายทักษิณคงไม่มายุ่งตรงนี้ เพราะพรรคมีโครงสร้างพรรคมีกรรมการบริหารพรรคขับเคลื่อนอยู่แล้ว แต่นายทักษิณมีประสบการณ์ ความรู้ เคยเป็นอดีตผู้นำประเทศเป็นบุคคลสำคัญ หากมีโอกาสยินดีที่จะไปปรึกษานายทักษิณในบางเรื่อง“อนุทิน” ยินดีด้วยนายเก่าพ้นโทษขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯได้รับพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีว่ารับทราบจากข่าวแล้ว ขอแสดงความยินดีกับท่าน วันนี้เป็นวันมงคล เราไม่พูดเรื่องอื่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯ เปลี่ยนรถยนต์มาใช้รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ Toyota bZ4X สีดำ ทะเบียน จต 32 กรุงเทพมหานคร“รุทธพล” ยันปลดกำไล EM ได้เลยพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า นายทักษิณเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ที่มีข้อสงสัยว่านายทักษิณยังเหลือโทษอีก 1 เดือน 10 วัน ตามกฎหมายให้พ้นโทษเลย เพราะเหลือโทษไม่ถึง 1 ปี ตามมาตรา 8 ปลดกำไล EM ปลดได้เลยหลังจากนี้จะยังมีขั้นตอนของคณะกรรมการอีกชั้นหนึ่งในการพิจารณาจะมีคณะกรรมการแยกส่วนกันไปแต่ละจังหวัด ส่วนราย ละเอียดการประชุมยังไม่ทราบว่าแต่ละจังหวัดมีรายละเอียดอย่างไรหรือประชุมเมื่อใด แต่ยืนยันว่ามีรายชื่อของนายทักษิณแน่นอนรอ กก.ตรวจสอบชงนายกฯสั่งปล่อยผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณถือว่าสิ้นสุดระยะเวลาการคุมประพฤติทันทีและไม่ต้องรอให้ถึงวันพ้นโทษ 9 ก.ย. เพราะกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ อดีตนายกฯมีคุณสมบัติครบถ้วนให้ปล่อยตัวไป อย่างไรก็ตาม กรณีการปลดกำไล EM ภายหลังพ้นโทษ ยังจำเป็นต้องรอกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการตามมาตรา 21 ที่ “ให้ผู้ว่าฯแห่งท้องที่ ผู้พิพากษาศาลแห่งท้องที่ หรือตุลาการศาลทหารแห่งท้องที่หนึ่งคน และพนักงานอัยการแห่งท้องที่ หรืออัยการทหารแห่งท้องที่หนึ่งคน รวม 3 คน เป็นคณะกรรมการ มีหน้าที่ตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ.นี้ใช้บังคับ และส่งรายชื่อต่อนายกฯพิจารณาออกคำสั่งปล่อยหรือลดโทษแล้วแต่กรณี ให้คณะกรรมการทำบัญชีผู้ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษเก็บไว้ที่เรือนจำหรือทัณฑสถานหนึ่งฉบับ ส่งศาลหนึ่งฉบับ ส่งกระทรวงยุติธรรมหนึ่งฉบับ และทูลเกล้าฯ ถวายอีกหนึ่งฉบับ...”และอดีตนายกฯต้องได้รับเอกสารใบบริสุทธิ์ หรือใบสุทธิเป็นหลักฐานว่าได้รับปล่อยตัวถูกต้องตามกฎหมาย และใช้ในการปลดรายชื่อออกจากทะเบียนประวัติอาชญากรที่มีผลต่อการเดินทางไปต่างประเทศด้วย เมื่อเสร็จสิ้นทั้งกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการตามมาตรา 21 และได้รับใบบริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว อดีตนายกฯจึงจะได้รับการนัดหมายประสานงานเข้าพบเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อรับการปลดกำไล EM คืนสู่อิสรภาพ“พิพัฒน์” ปัดตอบปมเขากระโดงเมื่อเวลา 06.55 น. ที่ท้องสนามหลวง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคมกล่าวถึงความคืบหน้ากรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทยบอกว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะต้องเดินหน้าฟ้องรายแปลง ได้รับรายงานจาก รฟท.แล้วหรือยัง โดยนายพิพัฒน์ย้อนถามว่ารายงานเรื่องอะไร เนื่องจากเรื่องนี้ต้องร้องไปตามปกติและต้องรอคำพิพากษาจากศาล ส่วนขั้นตอนฟ้องศาลไปถึงขั้นไหนแล้วตนไม่ทราบ“เอกนิติ” ย้ำบัตรสวัสดิการให้คนเดือดร้อนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง กล่าวถึงหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ที่มีการกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้น โดยผู้ที่ได้รับสิทธิจะไม่สามารถนำค่าเลี้ยงดูบุพการีไปลดหย่อนภาษีได้ ว่าเรื่องนี้เป็นเกณฑ์ที่เราต้องการตรวจการถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วันนี้มีข้อเรียกร้องว่าอาจเป็นคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริง แต่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนั้นเราต้องดูทุกกระบวนการ มีหลักเกณฑ์หลายอย่างที่จะคำนึงถึงคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุด ถึงจะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และหลักเกณฑ์ต่างๆ กระทรวงการคลังแถลงเรียบร้อยแล้วนายกฯเดินตลาดศรีย่านเช็กเรตติ้งเมื่อเวลา 12.40 น. ที่ตลาดศรีย่าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย พร้อมน.ส.ไตรสุรี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ ลงพื้นที่ย่านศรีย่าน พบปะประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 มีการไลฟ์สดผ่าน Facebook ส่วนตัว ช่วงหนึ่งนายอนุทินแวะซื้อผลไม้ร้านประจำ จ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส ก่อนแวะทักทายประชาชน เข้าไปเลือกซื้อสินค้าในร้านขายของชำ เลือกซื้อเงาะกระป๋อง มีประชาชนเข้ามาทักทายบอกว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัสใช้งานได้ดีมาก จากนั้นนายอนุทินเดินข้ามถนนไปที่ร้านจิวลูกชิ้นปลาเยาวราชที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส พร้อมถ่ายภาพทำท่าพลัสร่วมกับเจ้าของร้าน ก่อนแวะร้านจำหน่ายเครื่องครัวเลือกซื้อช้อนสเตนเลส ตราม้าลาย 2 กล่อง และกล่องใส่รองเท้า ชำระเป็นเงินสด จากนั้นแวะซื้อน้ำจากร้านกาแฟในพื้นที่ สั่งเมนูนมชมพู ซื้อทุเรียนแจกวินมอเตอร์ไซค์ แวะพูดคุยทักทายผู้ประกอบการและประชาชนที่มาใช้บริการอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีประชาชนขอถ่ายภาพ ให้กำลังใจอย่างต่อเนื่องโวไทยช่วยไทยพลัสคึกคักดีต่อมาเวลา 14.40 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทินเดินทางเข้าร่วมการประชุมพรรค ภท. โดยให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมถึงการจับจ่ายใช้สอยโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ตลาดศรีย่านว่า ไปศรีย่านประจำอยู่แล้ว ไปทานอาหาร เห็นประชาชนจับจ่ายโครงการไทยช่วยไทยพลัสคึกคักมากพอสมควร ทั้งคนซื้อคนขายพึงพอใจ และไม่ใช่แค่ซื้อก๋วยเตี๋ยว ซื้อข้าว ซื้อผลไม้ ร้านของชำ ร้านสะดวกซื้อต่างๆที่ไม่ได้เป็นห้างมีคนเข้าไปเข้าคิวใช้สิทธิ ทั้งไทยช่วยไทยพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีเสียงสะท้อนขออย่าให้หยุด จึงบอกไปว่าถ้าโครงการได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้เม็ดเงินเข้าไปมีการไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เราต้องหาเรื่องพลัสไปเรื่อยๆ และคงไม่ใช่ออกมาในรูปแบบเดิม รัฐบาลมีหน้าที่ต้องหาโปรแกรมดีๆ หาโครงการดีๆมาให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด ส่วนกรณีคนลงทะเบียนไม่ครบ 30 ล้านสิทธิที่เตรียมไว้ เงินส่วนนี้จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น หากมีสิ่งจำเป็นเร่งด่วนภายใต้กฎเกณฑ์ พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะเรากู้ตามจำนวนที่ใช้ยัน รับฟัง ปชช.พร้อมปรับหลักเกณฑ์เมื่อถามว่าหลักเกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีแล้วพ่อแม่ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการ ทำให้ถูกวิจารณ์ว่าหลักเกณฑ์เข้มเกินไป นายอนุทินกล่าวว่า ปัญหาต่างๆต้องมีบ้าง คนอาจมีพอใจไม่พอใจ เราไปรวบรวมสำรวจความคิดเห็น ตรงไหนที่ประชาชนไม่พอใจ เกิดจากที่เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์คาดไม่ถึงก็จะไปปรับปรุงแก้ไข เพราะไม่ได้มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ครั้งเดียว จะมีอะไรที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถามย้ำว่ารอบนี้ต้องยึดหลักเกณฑ์นี้ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มันดำเนินการไปแล้ว ตนไปเดินเจอเป็นร้อยคน ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและไทยช่วยไทยพลัส ไม่เห็นมีใครบ่น คนได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม 13 ล้านคน อาจรู้สึกว่าจะเสียสิทธิเพราะหลักเกณฑ์เข้มขึ้น ยังไม่รับทราบ แต่เขาพร้อมแก้ไขปรับปรุงให้สิทธิเหล่านี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน เดี๋ยวให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง มาตอบรายละเอียด ตนสนับสนุนเชิงนโยบาย แต่คนที่จะนำข้อมูลต่างๆมาตัดสินใจคือกระทรวงการคลัง ต้องให้เขาเสนอมาภท.ถอนชื่อ 30 สส.หนุนร่าง รธน.พท.เมื่อเวลา 17.30น.ที่พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังจากการประชุมพรรค ภท.ว่าที่ประชุมได้พูดคุยกันเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยพรรค ภท.มีมติว่า สมาชิกพรรคภูมิใจไทยจำนวน 30 คน ที่ไปร่วมลงชื่อสนับสนุนให้กับร่างแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคร่วมรัฐบาลคือร่างของพรรคเพื่อไทย (พท.) เรามีความจำเป็นจะต้องทำเรื่องถอนการลงชื่อ สืบเนื่องจากเกรงว่าเนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยอดใช้จ่ายทะลุ 6.2 พันล้านบาทผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยอดการใช้จ่ายโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ช่วงวันที่ 1-3 มิ.ย.ล่าสุด เมื่อเวลา 17.00น. วันที่ 3 มิ.ย.ยอดการใช้จ่ายรวม 6,214 ล้านบาท รัฐบาลสนับสนุน 3,641 ล้านบาท ประชาชนจ่าย 2,600 ล้านบาท ร้านค้าที่ไปใช้ 829,130 ราย ประชาชนผู้ใช้สิทธิ 16.52 ล้านคน จาก 26.04 ล้านคน ประชาชนใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00น.ทุกวันไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย.69 หรือเงินที่รัฐช่วยจ่ายในแต่ละเดือน 1,000 บาทใช้เต็มจำนวน ส่วนร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วมยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการเปิดแอปพลิเคชันถุงเงิน ได้ที่ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาจนถึงวันที่ 31 ก.ค. ปัจจุบันมีร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 939,737 ราย ลงทะเบียนพร้อมให้บริการแล้ว 829,130ราย ที่เหลืออยู่ระหว่างตรวจสอบยืนยันตัวตน ขณะเดียวกันยังมีร้านธงฟ้าและร้านประชารัฐเข้าร่วมโครงการอีกหลายราย รวมแล้วผู้มีสิทธิไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ใช้บริการร้านค้าได้ 1.5 ล้านราย“จ้อน” ปัดฟอกขาว “สุรพล” ดึงนั่งกุนซือวันเดียวกัน นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน (ปชน.)โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงหลังนักวิชาการหัวก้าวหน้าและกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับการเปิดตัวนายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานที่ปรึกษาแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม.ว่า ชัยชนะทางการเมืองที่แท้จริง คือการเปลี่ยนคนที่เคยเห็นต่างให้มาเดินร่วมทางกับเรา เราปฏิเสธไม่ได้ว่านายสุรพลเคยดำรงตำแหน่ง สนช.หลังรัฐประหาร แต่วันนี้กาลเวลาและสถานการณ์ได้พิสูจน์แล้ว และได้เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนจุดยืนเดิมหันมาสนับสนุนการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่และขบวนการประชาธิปไตยมานานหลายปี ช่วงเวลาที่พรรคก้าวไกลเผชิญกับคดียุบพรรค นายสุรพลคือหนึ่งในนักกฎหมายที่กล้าก้าวออกมาทำบันทึกความเห็นทางกฎหมาย ยืนยันหลักการอย่างหนักแน่นว่าการกระทำของพรรค ไม่ใช่การล้มล้างการปกครอง การที่ตัดสินใจรับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาให้กับทีมผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคจึงไม่ใช่การรับดอกไม้ ไม่ใช่รับตำแหน่ง ไม่ใช่รับคำสรรเสริญ แต่คือการตัดสินใจแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อสาธารณะว่าได้เปลี่ยนความเชื่อเดิม ขอเลือกทางเดินที่ถูกต้อง สนับสนุนและยืนอยู่เคียงข้างฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายประชาธิปไตยอย่างพรรค ปชน. นี่ไม่ใช่การ ฟอกขาว แต่คือการลดผู้เห็นต่างและเพิ่มแนวร่วมน้อมรับคำวิจารณ์นำไปปรับปรุงนายพิจารณ์ระบุอีกว่า หากจะมีข้อบกพร่องขอยอมรับว่าความผิดพลาดของกระบวนการทำงานของพรรค พวกเราอาจทำงานทางความคิด การสร้างแนวร่วมกับผู้สนับสนุนพรรคน้อยเกินไป การที่ไม่ได้ชี้แจงยุทธศาสตร์นี้ให้ชัดเจนตั้งแต่แรก การทาบทามบุคคลที่เคยมีจุดยืนแตกต่างมาร่วมงาน คือบทเรียนที่พรรคและตนต้องนำไปปรับปรุงแก้ไข กำหนดเป็นแนวปฏิบัติที่ชัดเจนต่อไปในอนาคต ขอยืนยันว่าพรรค ปชน.และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัคร เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ยังคงเป็นผู้กำหนดทิศทาง อุดมการณ์ และนโยบายของทีม กทม.ทั้งหมด การเปิดรับผู้ที่เคยเห็นต่างในอดีต แต่กลับใจและพร้อมที่จะต่อสู้ในฝั่งประชาธิปไตยเข้ามาร่วมงาน คือการตอกย้ำว่าอุดมการณ์ของเรากำลังขยายตัว และได้รับการยอมรับมากขึ้น เราจะไม่ยอมประนีประนอมกับอุดมการณ์หลักของพรรค แต่พร้อมจะใช้ทุกสรรพกำลัง เพื่อรื้อโครงสร้างที่เน่าเฟะของกรุงเทพมหานครและของประเทศนี้ เพื่อสร้างชัยชนะที่เป็นของประชาชนให้เกิดขึ้นจริงยันตั้งเพราะความรู้ความสามารถนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.พรรค ปชน. กล่าวถึงกรณีแต่งตั้งนายสุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม.ว่า เชิญนายสุรพลมาเพราะเป็นผู้มีความรู้ ประสบการณ์ความสามารถจัดการองคาพยพขนาดใหญ่ของ กทม. ไม่ว่าบริษัทกรุงเทพธนาคม มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชสังกัด กทม. ส่วนเรื่องอื่นนายสุรพลชี้แจงแล้วผ่านรายการโทรทัศน์ เราน้อมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์และความรู้สึกประชาชน เรามีหน้าที่ เป็นพรรคที่มีเป้าหมาย ให้ประเทศไทยและสังคมไทยก้าวไปข้างหน้าได้ดีขึ้น ต้องมีคนเห็นด้วยและสนับสนุนเรามากขึ้น โดยเฉพาะคนเห็นต่างเคยไม่สนับสนุนเรา เราจะเปลี่ยนคนกลุ่มนี้ให้มาเป็นผู้สนับสนุนเรา ให้เห็นด้วยผลักดันนโยบาย ผลักดันสังคม ให้สังคมไทยก้าวหน้าไปพร้อมกับเรา เมื่อถามว่าไม่ได้เป็นการตอบแทนนายสุรพลที่เขียนคำให้การคดียุบพรรคก้าวไกลใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย เป็นเรื่องที่เราเห็นความรู้ความสามารถ การบริหารองค์กรรัฐและรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่โต้ลดอุดมการณ์แลกคะแนนเสียงเมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตจากผู้สนับสนุนพรรคว่าเป็นการลดอุดมการณ์ของพรรค เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น นายชัยวัฒน์กล่าวว่า เราไม่ได้มองเรื่องคะแนนเสียงหรืออะไร เรียนไปตามตรงอย่างที่บอกไปจริงๆ ความสามารถของบุคคล และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ ทั้งการบริหารกรุงเทพฯ และการใช้กฎหมายมหาชน นายสุรพลเป็นอาจารย์ที่ได้รับการยอมรับในวงการด้านกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายมหาชน มองความสามารถล้วนๆ ไม่ได้มองเรื่องอื่น จุดยืนเรื่องรัฐประหารนายสุรพลได้ชี้แจงไปแล้ว หากมีคนต่อต้านหรือกระแสตีกลับ เป็นหน้าที่ของเราต้องสื่อสาร สร้างความเข้าใจให้ประชาชนมากกว่าหนุนเปิดหลักฐานระบอบอากงเมื่อเวลา 09.30 น. ที่ตลาดสายหยุด ซอยลาดพร้าว 112 กทม. นายชัยวัฒน์พร้อมนายอธิการ ถิรวิริยพล ผู้สมัคร ส.ก.เขตวังทองหลางและนายวีระชาติ เสประธานนท์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางกะปิ พรรค ปชน.ลงพื้นที่หาเสียง เดินทักทายประชาชนในตลาด แจกใบปลิวแนะนำตัวและนโยบาย แล้วเดินต่อในซอยรามคำแหงซอย 53 รับฟังปัญหาประชาชนในพื้นที่ นายชัยวัฒน์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีผู้ออกมาเปิดโปงระบอบอากงอ้างเป็นการทุจริตตำแหน่งข้าราชการในหน่วยงาน กทม.ว่า ยืนยันมาตลอดว่าให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือความโปร่งใสในการบริหารงานของ กทม.ทำให้ กทม.ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน ต้องใช้เจตจำนงของผู้ว่าฯ กทม.และฝ่ายบริหาร มีคนออกมาพูดเรื่องนี้เป็นเรื่องดีหากจะเอาหลักฐานมาเปิดเผยให้ประชาชนได้รู้ได้เห็น หรือหากกล่าวหาใดๆควรเอาหลักฐานที่จับต้องได้ มาให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบ อยากให้พิจารณาข้อเท็จจริงมากกว่าชูเอไอตรวจสอบงบฯลดคอร์รัปชันเมื่อถามว่าพรรค ปชน.เคยพูดเรื่องการคอร์รัปชันก่อนหน้านี้ พบพิรุธอะไรบ้างหรือไม่ นายชัยวัฒน์กล่าวว่า สิ่งที่เราเคยพูดก่อนหน้านี้ เราเคยยกกรณีที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว เช่น ลู่วิ่งออกกำลังกาย เราเปรียบเทียบให้ดูว่า หากผู้ว่าฯกทม.และทีมบริหารเป็นตนและพรรค ปชน. เรายินดีจะใช้ข้อมูลของบประมาณเหล่านั้น ตั้งแต่ต้นทางนำเอไอไปใช้ตรวจสอบได้ เป็นสิ่งที่เราเปรียบเทียบว่าจะเกิดขึ้นในยุคของตน เมื่อถามว่า เอไอตรวจสอบการโยกย้ายข้าราชการได้หรือไม่ นายชัยวัฒน์กล่าวว่า การโยกย้ายข้าราชการเป็นเจตจำนงของฝ่ายบริหาร ต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เอไอหรือเครื่องมืออาจไม่สำคัญเท่ากับเรื่องนี้“ชัชชาติ” ท้า “คริส” มีหลักฐานแจ้ง ป.ป.ช.เลยวันเดียวกัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 พร้อมคณะ ขึ้นรถแห่และเดินหาเสียงที่ตลาดสดธนบุรี แจกแผ่นพับนโยบาย พูดคุยกับประชาชนที่มาทานอาหารในตลาดและพ่อค้าแม่ค้าอย่างเป็นกันเอง จากนั้นนั่งรถแห่ไปหาเสียงต่อที่สยามสแควร์พบปะกับประชาชนโดยเฉพาะวัยรุ่น ชูแผ่นพับหน้านายชัชชาติและทำท่าเลียนแบบนายชัชชาติอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นนายชัชชาติให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายคริส โปตระนันทน์ พรรคเศรษฐกิจ เตรียมแถลงข่าวเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกทม.อ้างว่ามีการซื้อขายตำแหน่งระดับ ผอ.เขตสูงถึง 4 ล้านบาทว่า ให้แจ้งมาเลย แต่ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง ถ้าหากมีหลักฐานไม่น่าจะรอดมาถึงปัจจุบันนี้ เพราะความโปร่งใส การทุจริต คนจ้องเล่นงานอยู่แล้ว ถ้ามีข้อมูลไม่ต้องมาพูดตอนนี้ ควรจะพูดสมัยที่ตนดำรงตำแหน่งอยู่ ชัดเจนอยู่แล้วว่าการซื้อขายตำแหน่งเราไม่ทำ เป็นจุดหายนะ ถ้าท่านมีประสบการณ์หรือรู้ข้อมูลมาจากไหน เอาข้อมูลมาเลย ถ้าหากข้อมูลชัดเจนให้แจ้ง ป.ป.ช. เลยอย่ามาพูดอย่างเดียวให้ฝ่าย ก.ม.ดูแอบแฝงพูดตอนเลือกตั้งนายชัชชาติกล่าวว่า ที่พรรคเศรษฐกิจฝากคำถามมาว่า“ซื้อกับใคร”ตนก็ไม่รู้ ถ้าหากท่านรู้ ชี้แจงมา แต่ต้องรับผิดชอบ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงการเลือกตั้ง การให้ข้อมูลแล้วเกิดความเข้าใจผิดกับผู้สมัคร มันมีผลความผิดทางอาญา ใครพูดอะไรต้องรับผิดชอบคำพูดตนเอง ตอนนี้ให้ฝ่ายกฎหมายคอยดูอยู่แล้ว เจอนายคริส โปตระนันทน์ก่อนเลือกตั้งบ่อย แต่ไม่เคยพูดเรื่องนี้กับตนมาก่อนเลย รวมไปถึงอดีตสมาชิกส.ก.เจอกัน แต่ไม่เคยพูด ทำไมต้องมาพูดช่วงนี้ น่าจะมีจุดประสงค์แอบแฝงหรือเปล่าแต่ไม่ได้กลัว ถ้ามีข้อมูลอะไร หรือใครแอบอ้างชื่อตน ถ้ามีข้อมูลบอกมาเลย ขอให้มีความชัดเจน ยืนอยู่ตรงนี้ยินดีรับการตรวจสอบอยู่แล้ว ไม่ได้กลัวอะไร หากนายคริสมั่นใจแถลงข่าวไป ถ้ามีข้อมูลหลักฐาน แจ้งความจับคนทำผิดได้เลย ระบบอากงไม่มี เป็นคำที่แต่งขึ้นมา เป็นแนวทางปฏิบัติของทีมงานตนต้องรับผิดชอบ อากงคือนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม.เจอสมาชิกพรรคการเมืองตลอด ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่พอใกล้เลือกตั้งมีปัญหาขึ้นมาจี้ “สุชาติ” เเจง กมธ.สางปลาหมอคางดำวันเดียวกัน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวถึงกรณีนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ (ทส.) ตอบกระทู้ถาม สว.ยืนยันจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและนำคำตอบปัญหาปลาหมอคางดำกลับมาชี้แจงภายใน 7 วันว่า ล่าสุดครบกำหนดตามกรอบเวลาที่รัฐมนตรีประกาศไว้แล้ว แต่กลับไม่มีทั้งคำชี้แจงความคืบหน้า หรือแม้แต่สัญญาณใดๆ ในวันที่ 4 มิ.ย.คณะ กมธ.การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สภาฯจะประชุมติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ปัจจุบันขยายวงกว้างและสร้างผลกระทบต่อหลายพื้นที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เชิญ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ เข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง พร้อมเชิญผู้แทนจังหวัดที่ประกาศพื้นที่แพร่ระบาดแล้วเข้าร่วมให้ข้อมูล หวังว่ารัฐมนตรีจะไม่เบี้ยวนัด ไม่หลีกเลี่ยงการเข้ามาตอบคำถามต่อสภาฯ นี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้ร่วมกันหาทางออก แลกเปลี่ยนข้อมูลและพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหานี้“อนุทิน” เมิน “กังฟู” ปูดบ่อนนักการเมืองนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะช่องบก จ.อุบลราชธานี ที่เกิดเหตุยั่วยุกันเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ยังควบคุมได้ใช่หรือไม่ว่า ประชาชนยังดำเนินชีวิตตามปกติได้ วันนี้เมื่อเทียบกับเมื่อปีที่แล้วปัญหาห่างกันเยอะ ความสงบเกิดขึ้น ฝ่ายความมั่นคงดูแลแนวเขตของประเทศไทยเต็มที่ ที่มีการยั่วยุเราต้องอดทน เราเหนือกว่า เราต้องนิ่ง ขอชมเชยพี่น้องทหารที่ใช้ความอดทนต่อการยั่วยุ เราไม่เคยเป็นฝ่ายยั่วยุ เมื่อถามอีกว่าก่อนหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง เปิดเผยข้อมูลว่า กาสิโนที่ช่องสะงำเกี่ยวข้องกับนักการเมืองไทย นายอนุทินกล่าวว่า ไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก จะไปฟังทุกคนอย่างนี้ไม่ได้ รัฐบาลมีการข่าวของรัฐบาล สิ่งที่เขาทําอยู่ฝั่งนั้น พวกสแกมเมอร์กองทัพเราจัดการเรียบร้อยหมดแล้ว ถูกยึดทรัพย์มากมายตั้ง 3-4 หมื่นล้านบาทเกิดภายใต้รัฐบาลชุดนี้ ท่ามกลางคําว่าไม่มีผลงาน เรื่องความมั่นคงไม่มีใครเขาออกมาพูด คนที่ออกมาพูด ไลฟ์ มาปั่นป่วนต่างๆที่จริงเป็นภัยสังคม เมื่อถามว่าเหมือนเรียกยอดไลฟ์ใช่หรือไม่ นายกฯหัวเราะตอบว่า “ไม่รู้เขา ต้องส่งไปแถวโรงพยาบาลศรีธัญญา”“อดุลย์” ชี้ชายแดนกัมพูชายังปกติพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหมกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ว่า สถานการณ์ปกติไม่มีอะไร เชื่อว่าเขาแก้ไขปัญหากันได้ เรามีกฎการปะทะอยู่แล้วไม่ต้องห่วง เชื่อว่าในพื้นที่แก้ปัญหาได้ เมื่อถามว่ามีการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร เนื่องจากปัจจุบันเกิดเหตุถี่ขึ้น พล.ท.อดุลย์ไม่ตอบ ตัดบทว่า วันนี้มาทำบุญ เมื่อถามอีกว่าการเกิดเหตุเช่นนี้ถี่ขึ้น เนื่องจากกระบวนการพูดคุยจะเริ่มต้นขึ้นใช่หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์เดินหนีสื่อมวลชนขึ้นรถทันทีกต.ตอกกัมพูชาเร่งรัดปม UNCLOSนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ แถลงถึงกรณีกัมพูชาแจ้งการใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ว่า 1.ไทยได้แจ้งฝ่ายกัมพูชามาตลอดว่าการยกเลิก MOU 2544 มีความจำเป็น เพราะไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่ ไทยมีเจตนาเริ่มต้นหารือแบบใหม่ โดยไม่ได้ยึดกับประเด็นที่ติดขัดจากการหารือแบบเดิม จึงต้องการเริ่มการหารือแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และ UNCLOS ที่ขณะนี้ทั้ง 2 ประเทศต่างเป็นรัฐภาคีแล้ว 2.ไทยต้องการมุ่งหาแนวทางที่จะเดินหน้าต่อไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกัน โดยคำนึงว่าการแก้ไขปัญหาโดยตรงระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะบรรลุข้อยุติอย่างสร้างสรรค์ และที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน 3.การตัดสินใจที่เร่งรีบของกัมพูชาครั้งนี้ที่จะเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS กลับสวนทางกับสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดว่าต้องการให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีและการหารือกรอบต่างๆ รวมถึงประเด็นเขตแดนทางบก จึงควรคำนึงถึงผลกระทบที่อาจตามมาและทำให้สิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาตลอดต้องสะดุดหรือหยุดชะงักลงลั่นไทยพร้อมสู้ปกป้องผลประโยชน์ชาตินายสีหศักดิ์กล่าวอีกว่า 4.ไทยมีความพร้อมดำเนินการต่างๆตาม UNCLOS โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ ตนมีกำหนดพบหารือกับที่ปรึกษากฎหมายของไทย เพื่อเตรียมเสนอรายชื่อผู้ประนอม รวมถึงเตรียมการท่าทีต่างๆ เป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยได้คาดการณ์และเตรียมความพร้อมไว้ด้วยแล้ว 5.กระบวนการประนอมภาคบังคับเป็นหนึ่งในวิธีการระงับข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS ผลการประนอมจะเป็นรายงานข้อเสนอแนะ (recommendations) ของคณะผู้ประนอมในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ 2 ฝ่ายนำไปใช้เจรจาหาทางออกร่วมกันต่อไป รายงานข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และทั้ง 2 ฝ่ายยังคงต้องหารือกันโดยตรงต่อไปในประเด็นที่ยังค้างอยู่ 6.ขอให้เชื่อมั่นว่าไทยพร้อมดำเนินการที่เกี่ยวข้องและมั่นใจได้ว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างเต็มที่ 7.ส่วนข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นเขตแดนทางบก ไทยขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และขอยืนยันอีกครั้งว่าฝ่ายไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมของการประชุม GBC สมัยพิเศษครั้งที่ 3 ระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 ที่สองประเทศเห็นชอบร่วมกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการลดความตึงเครียด การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคง และการประกันความปลอดภัยของประชาชนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่