ได้เวลา “ลูกเทพ” สำแดงเดชแค่โปรเจกต์เดียวก็ทำเสียวไปทั้ง “ระบอบสีน้ำเงิน” จากที่ “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” ตั้งความหวังให้หัวขบวนคนรุ่นใหม่เป็นกำลังหลักรัฐบาล ขณะที่ “พ่อเนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่ ตั้งใจปลุกปั้นให้ไปคว้าดาวในอนาคต ชนิดส่งทีมพิเศษเข้าไปช่วยบอกบทกำกับการแสดงวันนี้ “ลูกนก” ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ก็เรียกว่าขายชื่อขายโชว์จนติดตลาด แต่ดันกลายเป็นอีก “บ่อน้ำมัน” ของรัฐบาลไปเรียบร้อยเรื่องของเรื่อง ที่นำเสนอโครงการ “ไทยแลนด์-เอไอ พาสปอร์ต” โดยใช้งบฯกองทุนดีอี 1.6 พันกว่าล้านบาท แจกเอไอให้ประชาชนใช้ฟรี 5 ล้านคน แต่โดนฝ่ายค้านสกัดทั้งพรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ ผู้รู้ กูรูไอทีออกมาทักท้วง รายการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำถลุงเงิน ใช้งบฯโดยไม่คุ้มค่ารวมทั้งข้อสังเกตต่างๆ ตั้งแต่เรื่องการเร่งรีบใช้งบฯกองทุนดีอี ในช่วงคาบเกี่ยวก่อนการเลือกตั้ง เคาะงบฯหลักพันล้านไม่ผ่านการตรวจสอบ และข้อสงสัยจะทำกันแบบ “คิดเงิน ก่อนคิดงาน”ไปจนกระทั่งประเด็นความคุ้มค่ากับงบฯหลักพันล้านบาทเช่าใช้ปีเดียวจบ ปูพรมแจกไม่ตรงความต้องการพื้นฐาน แม้แต่คนไอที นักพัฒนามืออาชีพ ไม่สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีเอื้อต่อเศรษฐกิจสมัยใหม่ และยังมีความเสี่ยงการรักษาฐานข้อมูลผู้ใช้งาน ฯลฯสำคัญสุดคือพิรุธเงื่อนไขทีโออาร์ “กลิ่นไม่ดี” บริษัทร่วมทุนผู้ยื่นซอง คู่เทียบราคาเคยรับงานในกระทรวงโควตาภูมิใจไทยหลายโครงการ ตามมาด้วยข้อสงสัยบริษัทพรรคพวกคุ้นเคยในเครือข่ายเดียวกันจ่อฮั้วแบ่งงานล็อกสเปกกันหรือเปล่าแน่นอน เวทีแห่งนี้มีพี่เลี้ยงและ “พ่ออุ้ม” แต่ถึงเวลา “รมต.นก” ก็ต้องชี้แจงเอง แต่ก็ไม่สามารถเคลียร์คัตตัดจบได้เช่นเดิม ยืนยันแค่ทำตามกระบวนการกฎหมาย ที่เด็ดสุดคือชี้แจงขวานผ่าซาก ดูแลเฉพาะนโยบายไม่สนใจการประมูล บริษัทไหน ใครจะได้งานแน่นอน มารูปนี้เหมือนท้าทาย “ทีมขุด” โดยเฉพาะจากสายสีส้ม พรรคประชาชน เจาะคุ้ยละเอียด ทำให้ผู้คนได้รู้ข้อมูลของเครือข่ายทุนใหญ่ทุนใหม่กินรวบ ฮุบงบฯสร้างตัวต่อเนื่อง จนอู้ฟู่มั่งคั่งพรวดพราดรวยพลัสๆ ถูกเมมชื่อล็อกเป้าแล้วชนิดที่เรียกว่าโครงการรัฐบาลต่อๆไป ตั้งแต่ระดับจิ๊บๆวงเงินไม่มาก ร้อยล้านพันล้าน ไปยันเมกะโปรเจกต์หมื่นล้านแสนล้านบาท มีชื่อมีหน้าตาเครือข่ายเหล่านี้โผล่เข้ามามีเอี่ยว ถึงจะแปลงร่างตั้งบริษัทลูกยิบย่อย ใช้นอมินีตัวแทนถือหุ้นไขว้ไปมา ก็ยากจะพ้นมือนักส่องนักขุดรอคุ้ยประจานนั่นก็อย่าคิดว่า ดีกรีจอมขมังเวทการเมืองมีคาถาแบ็กอัปปึ้กแล้วจะรอดได้เหมือนที่ผ่านๆมา เหตุเพราะปมหวาดระแวงสั่งสม แม้พรรคสีน้ำเงินภูมิใจไทยถูกคาดหวังในเรื่องการบริหารงานสูงลิ่วแต่ก็ต้องยอมรับ ต้นทุนเครดิตปมเฉี่ยวฉาวไม่สูงตามเอาเฉพาะรัฐบาลอำนาจปัจจุบัน จากกระทรวงดีอี ย้อนหลังไปตอนต้นรัฐบาล ทั้งปมเลือกตั้ง รายการไอ้โม่ง กั๊กน้ำมันถอนทุนโกยกำไร รวมทั้งปมองค์กรตรวจสอบ องค์กรอิสระเคลียร์คดีคนในเครือ “บุรีรัมย์ไม่จำกัด”นอกจากเป็นสารตั้งต้นปมระแวง “ระบอบกินรวบ” ยังส่งผลต่อคิวบริหารของ “รัฐบาลอนุทินพลัส”เมื่อวางแผนเตรียมนำเสนอโปรเจกต์ใดๆ โดยเฉพาะอภิมหาโครงการ ไม่ว่าจะเป็นแผนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเอสอีซีภาคใต้ โครงการแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านบาท นโยบายซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า เพื่อลดค่าโดยสาร และอีกก้อนใหญ่ งบฯ 2 แสนล้านบาท เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ทั้งรถไฟฟ้า โซลาร์รูฟ โซลาร์ชุมชนทั่วไทย รถเมล์ไฟฟ้า ฯลฯคำถามแรก แน่นอนจ่อ “ถลุงงบฯ” อีกหรือเปล่า มีวาระแฝงส่วนตัว เข้าทางพวกพ้องเครือข่ายหรือไม่แม้อีกทางปั่นนโยบายอัดฉีดใช้งบฯก็ไม่อาจ “ปิดปาก” เพราะแม้พึงพอใจในนโยบายแจกเงินก็จริงแต่ชาวบ้านแยกออกจากปมระแวงสุ่มเสี่ยงคดโกงยิ่งถ้าถูกตั้งแง่ในทุกคิวไป แผนงานโครงการรัฐบาลก็คงเดินไปไม่ราบรื่น บริหารบ้านเมืองได้ยากถ้าฟื้น “ความเชื่อมั่น” ไม่ได้ ก็มีแต่จะ “ทรุด” ลงไปทุกที.ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม