ก่อนหน้าการระบาดของโควิด-19 ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปเกือบ 6 ล้านราย ยาสูบถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามด้านสาธารณสุขที่รุนแรงที่สุดเท่าที่โลกเคยเผชิญ เป็นสาเหตุการตาย การเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอด โรคเบาหวาน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และความยากจน ทั่วโลกมีผู้ใช้ยาสูบมากกว่า 1.3 พันล้านคน ในแต่ละปี คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 8 ล้านคนทั่วโลก ในจำนวนนี้มากกว่า 7 ล้านคนเป็นผลมาจากการใช้ยาสูบโดยตรง ในขณะที่ประมาณ 1.2 ล้านคนเป็นผู้ไม่สูบบุหรี่ได้รับควันบุหรี่จากบุคคลอื่นหลายปีที่ผ่านมาหลายประเทศมีความก้าวหน้าในการต่อสู้กับยาสูบ ประมาณ 136 ประเทศออกนโยบายต่างๆ อย่างเช่น การห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ จัดเก็บภาษีที่สูงขึ้น หรือบรรจุภัณฑ์ที่มีภาพกราฟิกเกี่ยวกับอันตรายของผลิตภัณฑ์ยาสูบ หวังกระตุ้นให้ประชาชน ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ส่วนที่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างมาเลเซีย เป็นประเทศล่าสุดที่ประกาศแผนห้ามการขายบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่ผู้ที่เกิดหลังปี 2548 เพื่อพยายามสร้างสังคมรุ่นใหม่ที่ปลอดบุหรี่ ผ่านพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและการสูบบุหรี่ฉบับใหม่ ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ ซึ่งหมายความว่าหากมีผลบังคับใช้ ชาวมาเลเซียที่มีอายุ 17 ปีในขณะนี้จะไม่สามารถซื้อยาสูบได้อย่างถูกกฎหมายในปี 2566 เมื่ออายุครบ 18 ปี ซึ่งเป็นอายุที่สามารถสูบบุหรี่ได้ตามกฎหมายมาเลเซียผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไปในมาเลเซียประมาณ 4.9 ล้านคนสูบบุหรี่ ขณะที่มีเด็กอายุ 10-14 ปี อีกประมาณ 44,000 คนที่สูบบุหรี่เช่นกัน โดยทุกๆ 20 นาที ชาวมาเลเซีย 1 คนเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ เช่น มะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคหัวใจ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่มากกว่า 27,200 รายต่อปี แต่อัตราผู้สูบบุหรี่ยังคงสูงอยู่ ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าลดอัตราผู้สูบบุหรี่ลงให้เหลือ 15% ภายในปี 2568 และเหลือน้อยกว่า 5% ในปี 2588 ซึ่งดูเหมือนยากที่จะบรรลุผลสำเร็จก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศแผนห้ามการขายบุหรี่หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่ผู้ที่เกิดหลังปี 2551 ที่จะไม่สามารถซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ตลอดชีวิต ภายใต้กฎหมายใหม่ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ ตั้งเป้าลดอัตราการสูบบุหรี่ในประเทศให้เหลือ 5% ภายในปี 2568 เพื่อให้คนรุ่นใหม่ปลอดบุหรี่.อมรดา พงศ์อุทัย