เมื่อวาน ผมรับใช้ผู้อ่านท่านถึงเส้นทางสายไหมที่เสนอโดยสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นไปแล้ว วันนี้ขอรับใช้เรื่องข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ One Belt One Road Initiative ซึ่งตอนนี้เรียกกันสั้นๆว่า BRI หรือเส้นทางเศรษฐกิจสายใหม่และเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 ของจีนกันต่อBRI ที่เสนอโดยนายสี จิ้นผิงเมื่อ พ.ศ.2556 ตั้งใจว่าจะใช้โครงการนี้ประสานนโยบาย+เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน+การทำมาค้าขาย+การหมุนเวียนทางการเงิน และเชื่อมใจของผู้คนตามเส้นทาง BRI ที่มีมากถึง 4,400 ล้านคน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ เอเชียตะวันตก เอเชียกลาง และยุโรปตะวันออก ทำให้เศรษฐกิจของทุกประเทศตามเส้นทาง BRI บูมตูมตามนอกจากจีนจะลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เกี่ยวกับ BRI มากถึง 138 ประเทศ และ 30 องค์กรแล้ว นายสี จิ้นผิงยังตั้งกองทุนเส้นทางสายไหมในวันที่ 29 ธันวาคม 2557 อัดฉีดเม็ดเงินและลงทุนเพื่อสร้างโอกาสการพัฒนาในโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากร และความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศต่างๆ ตามแนวเส้นทาง BRI โดยกองทุนนี้มีความสัมพันธ์กับธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีของภูมิภาคและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกไม่เฉพาะกองทุนเส้นทางสายไหมเท่านั้น นายสี จิ้นผิงยังตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชียหรือ AIIB เมื่อธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นสถาบันการเงินพหุภาคีระดับภูมิภาคระหว่างรัฐบาลที่เน้นสนับสนุนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน มีสมาชิกทั้งสิ้น 103 ประเทศ จำนวนสมาชิกเป็นอันดับ 2 รองจากธนาคารโลก เน้นลงทุนในด้านพลังงานและไฟฟ้า การคมนาคม การสื่อสาร โทรคมนาคม การประปา การบำบัดน้ำเสีย การรักษาสิ่งแวดล้อม ฯลฯBRI ที่นายสี จิ้นผิงวางไว้เมื่อ 6 ปีเริ่มผลิดอกออกผล การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการค้าขายระหว่างประเทศคึกคัก ขบวนรถไฟขนส่งสินค้าจากเมืองต่างๆของจีนมุ่งหน้าสู่ยุโรปทุกวัน จนนิตยสารนิเคอิ เอเชียของญี่ปุ่นถึงกับรายงานว่า รถไฟสายด่วนจีน หรือ China Railway Express กลายเป็นตัวเลือกที่มีราคาย่อมเยาและรวดเร็วกว่าสำหรับการขนส่งสินค้าทุกอย่าง ตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงของใช้ในครัวเรือนจากจีนสู่ยุโรป และกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าระหว่างจีนและยุโรปตอนแรก พวกประเทศเศรษฐีทั้งหลายต่างหัวเราะเยาะโครงการ BRI ของจีนกันจนฟันกระเด็นออกมานอกปาก แต่พอมาถึงวันนี้ BRI ของจีนสำเร็จอย่างดีเยี่ยม พวกประเทศเศรษฐี G7 ซึ่งไม่มีสติ ปัญญาคิดโครงการของตัวเอง ต่างก็ตาลีตาเหลือกลอกการบ้านจีนแบบโดยหวังว่า พวกตนอาจจะประสบความสำเร็จแบบจีนบ้าง13 มิถุนายน 2564 กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 แห่งหรือ G7 ที่ประกอบด้วยสหรัฐฯ แคนาดา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และญี่ปุ่น รวมทั้งสหภาพยุโรป ประกาศแผนยุทธศาสตร์ Build Back Better World หรือยุทธศาสตร์สร้างโลกที่ดีกว่าขึ้นมาใหม่ เรียกสั้นๆ ว่า B3Wสหรัฐฯและกลุ่ม G7 ประกาศว่า การจัดตั้งยุทธศาสตร์ B3W นี้ขึ้นมาก็เพื่อให้เป็นทางเลือกที่มีคุณภาพสูงกว่าแผนยุทธศาสตร์เส้นทางเศรษฐกิจสายใหม่และเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 หรือ BRI ของจีน แถมยังย้ำซ้ำๆ ว่า แผนยุทธศาสตร์ B3W ของกลุ่ม G7 นี้ถือว่าเป็นโครงการของพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาสหรัฐฯและกลุ่ม G7 ยังโม้ต่อว่า พวกตนจะมอบความช่วยเหลือหลากหลายรูปแบบ โดยเป็นหุ้นส่วนที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า มาตรฐานสูง โปร่งใส นำโดยประเทศประชาธิปไตย เพื่อช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการรวมกันมากถึง 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1,243 ล้านล้านบาท โดยครอบคลุมด้านสาธารณสุข เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือการส่งเสริมความเท่าเทียมกันในสังคม ไม่ได้เน้นเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจเท่านั้นB3W ของพวก G7 ขยับตัวหลังจากที่จีนออกตัวแซงหน้าไปไกลจนกลุ่มประเทศตะวันตกกังวลใจว่าอิทธิพลจีนกำลังแผ่ขยายไปทั้งโลก จนตัวเองยากจะหยุดยั้ง สิ่งที่จะทำได้คือต้องร่วมมือกันคานอำนาจกับจีน หลายคนสังหรณ์ว่า B3M จะแป๊ก.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com