“น่าอับอาย” เป็นคำพูดของผู้นำทั่วโลกต่อสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกา เมื่อ 7 ม.ค. ที่การเมืองภายในและคนโฉด ได้ฉุดชาติให้ตกต่ำถึงขีดสุด ประวัติศาสตร์จะจดจำไปอีกนาน จากภาพที่ปรากฏในข่าว “ม็อบมาก้า” (MAGA: Make America Great Again) รวมตัวกันปิดล้อมรัฐสภา “แคปปิตอล ฮิลล์” ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนฝ่าแผงกั้นบุกเข้าไปภายใน หวังป่วนกระบวนการลงมติรับรองผลการเลือกตั้งของสภาคองเกรส จนเป็นเหตุให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิต 4 คน ในจำนวนนี้ 1 คน ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยิงเข้า กลางอก บริเวณด้านนอกห้องประชุมอันทรงเกียรติกลายเป็นเหตุการณ์นองเลือดทางการเมืองอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับประเทศที่เชื่อมั่นตัวเองมาตลอดว่าข้าคือผู้พิทักษ์ “ประชาธิปไตยโลก” ซึ่งหลังจากนี้อาจพูดไม่ได้เต็มปากอีกต่อไปอย่างไรก็ตาม พอเห็นข่าวนี้ในฐานะผู้สังเกตการณ์คนนอก ก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไร อาจจะต่างกับสื่อชาติตะวันตกทั้งหลาย ที่ประโคมข่าวพากันเรียกว่าประวัติศาสตร์อันดำมืด เพราะเมื่อย้อนมองเหตุการณ์ทั้งหมด ก็มีเหตุและผลมาประกอบเชื่อมโยงได้ทั้งสิ้น ซึ่งเริ่มตั้งแต่ได้ “โดนัลด์ เจ ทรัมป์” มาเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45ในเมื่อผู้นำท่านนี้ มีเนื้อแท้เป็นนักธุรกิจสีเทา ถูกปลูกฝังมาแต่เด็กให้เอาตัวรอด ดิ้นเป็นปลาไหล เจรจาแบบทุบโต๊ะ กำจัดคู่แข่งพ่วงด้วยวลีเด็ดสมัยทำรายการเรียลลิตี้ “ผมขอไล่คุณออก” จึงไม่แปลกที่ในหัวใจจะขาดความเมตตา กรุณา และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดตลอดระยะเวลาการบริหารที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์พร้อมที่จะสั่งปลด ใครก็ตามที่คัดค้าน หรือรันแผนการของเขาไม่สำเร็จ จนบรรดาคณะทำงานเหลือแต่คนที่พร้อมจะเชลียร์ ด้วยเหตุนี้การตัดสินใจใดๆ ก็เหมือนกับหัวเดียวความคิดเดียว ยากที่จะมีมุมมองอื่นๆมาเป็นตัวเลือกเหมือนช่วงเลือกตั้งทรัมป์พูดว่าถูกโกงถูกปล้นชัยชนะ สิ่งที่ตามมาก็คือสมุนและสาวกรอบกาย ต่างพากันขานรับเป็นเสียงเดียวกัน ใช่ครับท่าน ถูกครับนาย เช่นเดียวกับ “สื่อมวลใต้อาณัติ” ที่ทำตามนโยบายฝ่ายบริหาร รายงานข่าวที่ “รู้อยู่แก่ใจ” ว่าไม่เป็นความจริง ร่วมกันพาสังคมให้ดิ่งลงเหว ขณะที่ตัวอย่างของความเอิดอย่างไร้ขีดจำกัด ก็สะท้อนออกมายังสมาชิกครอบครัวท่านผู้นำด้วยเช่นกัน อย่างที่ “โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ประกาศข่มขู่สมาชิกพรรครีพับลิกัน “ผมจะจำไว้ให้หมดว่าใครที่ไม่ช่วยพ่อผมสู้ อย่าลืมนะว่าพรรคนี้คือพรรคของโดนัลด์ ทรัมป์” ทั้งที่ตัวเองไม่มีตำแหน่งอะไรมองเหตุการณ์สหรัฐฯในวันนั้น แล้วมององค์ประกอบรวมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็คงพอรวบรัดได้ว่า ระบบที่ดีย่อมฉิบหายวายป่วงเพราะคนจริงๆ ทั้งคนอยู่ในเกมอำนาจ และคนที่รู้แต่ไม่ทำอะไร ไม่แก้ไข แต่แน่นอนว่าประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ย่อมเป็นผู้รับกรรมอยู่ร่ำไปภาพที่โดนัลด์ ทรัมป์ ออกประกาศปลุก ระดมในวันเหตุการณ์ “ผมจะร่วมเดินไปกับพี่น้องประชาชนบนถนนเพนซิลเวเนีย มุ่งหน้าสู่รัฐสภา” เรียกเสียงฮือฮาและยินดีจากผู้สนับสนุน แต่สุดท้ายก็ถูกแฉว่า คนที่พูดเช่นนี้กลับไปนอนบ้านดูทีวีเฝ้าชมแผนการอยู่ในระยะปลอดภัย จนมีพิธีกรบางรายทนไม่ไหว พูดออกมาตรงๆว่า ผู้สนับสนุนทรัมป์ ขอให้รับรู้ไว้เลยว่า คุณก็เป็นแค่สิ่งเอนเตอร์เทน “เรื่องบันเทิง” สำหรับเขาและผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ผิดเพี้ยน เพราะเพียงแค่ 1 วันต่อมา ผู้นำทรัมป์ประกาศแถลงอย่างเป็นทางการ ใจความว่า “การชุมนุมที่ผู้ประท้วงได้บุกเข้าไปในแคปปิตอล ได้สร้างความแปดเปื้อน แก่บังลังก์แห่งประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา สำหรับผู้ที่ก่อความรุนแรงและความเสียหายนั้น พวกคุณไม่ใช่ตัวแทนของอเมริกา และสำหรับคนที่ละเมิดกฎหมาย คุณจะต้องชดใช้”แทบจะเป็นการตัดหางปล่อยวัดแบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งป่านนี้ผู้ชุมนุมหลายคนคงนั่งร้อนๆหนาวๆอยู่บ้าน (หรือไม่ก็ย้ายรัฐหนีไปแล้ว) โดยเฉพาะคนที่ถ่ายรูปอัป โซเชียลกันอย่างสนุกสนาน โพสท่านั่งเท้าพาดโต๊ะประธานสภา ขโมยโพเดียมปีนป่ายห้องประชุมคองเกรส เพราะโทษคุกรออยู่ไม่ไกลอ่านมาถึงจุดนี้ หลายท่านอาจเริ่ม รู้สึกตัว ว่าคลับคล้ายคลับคลากับประเทศใดกันหว่า มีผู้นำชักใย ออกมาประกาศให้ม็อบสู้ บุกที่นู่นบุกที่นี่ ก่อนหลบลี้หนีหาย ส่วนคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังก็เตรียมรับกรรม โดนคดีความยาวเป็นหางว่าว ชนิดไม่รู้จะหาจุดจบตรงไหนสมแล้วครับ ที่สหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์อันยาวนานระดับร้อยปี กับโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะจากเหตุนี้เห็นได้ว่า ซึมซับนิสัยและวัฒนธรรมของภูมิภาคเราไปอย่างดี.วีรพจน์ อินทรพันธ์