เป็นเวลาผ่านมาสัปดาห์กว่าแล้ว ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อมรณะ โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ “โควิด-19”ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯต้องประกาศเรียกความเชื่อมั่นออกมาเป็นระยะๆ ระดมทีมแพทย์ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว ทรัมป์มีสภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีไข้ แถมตรวจเลือดยังพบภูมิคุ้มกันสู้ไวรัส ขณะที่ตัวผู้นำเองก็ทำคะแนน ปล่อยคลิปหาเสียง ว่าสหรัฐฯมียาวิเศษ ที่พร้อมจะนำออกสู่สาธารณะไม่ว่ายาต้านไวรัสอีโบลา “เรมดิสซิเวียร์” (ที่งานวิจัยยังคงตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพ) ของบริษัทกิลเลียด ไซเอินส์ หรือยาตัวใหม่ของบริษัท “รีเจเนรอน” สำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย (ที่ยังอยู่ในขั้นตอนทดลอง และจะอนุญาตให้ใช้ในกรณีที่ดูเหมือนไร้หนทาง) ไปจนถึงยาสเตียรอยด์กดภูมิคุ้มกัน “เดกซาเมธาโซน”อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในแวดวงอำนาจพญาอินทรี ดูเหมือนจะอยู่ในความระส่ำระส่ายพอตัว เพราะแท้จริงแล้ว ก็ไม่รู้ได้อย่างแน่ชัดว่า รูปการณ์จะพลิกฝ่ามือหรือไม่ เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็นมาตลอดว่า เจ้าไวรัสโควิด-19 ไม่ได้มาแบบมาตรฐานเดียว ผู้ติดเชื้อบางรายไม่แสดงอาการ ในขณะที่อีกหลายรายอยู่ดีๆก็สามารถทรุดหนักได้อย่างทันควัน เรียกได้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง ต้องดูกัน 1 เดือนจนมีการพูดถึงขึ้นมา เรื่องการมอบอำนาจชั่วคราว หรือรักษาการประธานาธิบดีแก่ผู้สืบทอด ที่ตามไลน์ คือ “ไมค์ เพนซ์” รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และหากเพนซ์ติดเชื้อและป่วยขึ้นมา อำนาจบริหารก็จะถูกส่งต่อแก่ “แนนซี เพโลซี” ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นลำดับต่อไปทั้งนี้ ในประวัติศาสตร์ชาติสหรัฐฯที่ผ่านมา มีเพียง “ดิ๊ก เชนีย์” อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ (ที่มักถูกแซวว่าเป็นผู้นำตัวจริง) เท่านั้น ที่เคยรับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีสหรัฐฯอย่างเป็นทางการ แถมถึง 2 ครั้งคือเมื่อปี 2545 และปี 2550 หลังประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ในขณะนั้น ต้องเข้ารับการผ่าตัดแบบวางยาสลบ และจะทำให้ไม่สามารถสั่งการได้ หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งกระบวนการไม่ได้ซับซ้อนอะไร ประธานาธิบดีสามารถประกาศใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรค 3 โอนถ่ายอำนาจชั่วคราวแก่ผู้สืบทอด ผ่านการส่งจดหมายลายลักษณ์อักษร ถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา เป็นอันเสร็จสิ้น โดยในครั้งของดิ๊ก เชนีย์ ดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีรอบแรก 133 นาที ระหว่างเวลา 07.09 น. ถึง 09.24 น. ส่วนรอบสองดำรงตำแหน่ง 125 นาที ระหว่างเวลา 07.16 น. ถึง 09.21 น. ซึ่งเจ้าตัวก็มิได้ตัดสินใจใช้อำนาจอะไร กลับบ้านไปนั่งเล่นกับสุนัข ในรัฐแมรีแลนด์ ขณะที่สื่อท้องถิ่นสหรัฐฯโพลิติโก อธิบายน่าสนใจ ในรัฐธรรมนูญมาตรา 25 วรรค 4 ยังเขียนไว้ว่า รัฐบาลสามารถโอนถ่ายอำนาจรักษาการโดยที่ประธานาธิบดีไม่สมัครใจได้เช่นกัน แต่หมายถึงกรณีที่ประธานาธิบดีอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถมอบอำนาจได้ (อย่างบาดเจ็บหนักไม่ได้สติ-เสียชีวิต) หรือแข็งขืนดึงดันไม่ยอมมอบอำนาจ โดยรองประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีจะร่วมกันลงนาม หรือแถลงการณ์ร่วมว่าผู้นำสหรัฐฯในขณะนี้ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้อีกต่อไปหากเกิดกรณีนี้ขึ้น ประธานาธิบดีจะกลับมาบริหารได้ดังเดิม ก็ต่อเมื่อยื่นจดหมายถึงประธานสภาคองเกรส (ผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ว่าตัวเองทำงานได้แล้ว แต่รองประธานาธิบดีที่รับอำนาจรักษาการ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ก็สามารถคัดค้านได้เช่นกัน ส่งเรื่องเข้าสู่สภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก จะต้องลงมติรับรองการกลับมารับหน้าที่ของประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3ก่อนหน้านี้ ไมเคิล ชมิดต์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯเคยเตรียมการโอนถ่ายอำนาจการบริหาร ให้เพนซ์รักษาการแทนทรัมป์มาแล้วเมื่อเดือน พ.ย. 2562 หลังผู้นำสหรัฐฯต้องเข้ารับการรักษาที่ศูนย์การแพทย์ทหารวอลเตอร์ รีด กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และทราบว่าอาจต้องมีการวางยาสลบ แต่เมื่อถามเรื่องนี้ เพนซ์ได้ตอบกับผู้สื่อข่าวว่าไม่ทราบเรื่องนี้เลยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวสหรัฐฯได้ให้ความเชื่อมั่นแก่ชาวอเมริกันมาโดยตลอดว่า ประธานาธิบดีสภาพร่างกายแข็งแรงดี เช่นเดียวกับครอบครัวของทรัมป์ที่ต่างพากันกดทวิตเตอร์ ว่าทรัมป์ได้ทำงานอย่างแข็งขันตลอดเวลาอยู่โรงพยาบาล ขณะที่โรเบิร์ต โอไบรอัน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ก็ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีแผนใดๆ เรื่องการมอบอำนาจรักษาการให้รองประธานาธิบดีเพนซ์ดังนั้นจึงพอสรุปได้ว่า โครงสร้างอำนาจของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ณ ตอนนี้ และทั้งหมดขึ้นอยู่กับไวรัสโควิดในร่างกายทรัมป์ ว่าจริงแท้แน่นอนเพียงใดเสียมากกว่า.วีรพจน์ อินทรพันธ์