ขณะที่ผมรับใช้ผู้อ่านท่านที่เคารพอยู่ในขณะนี้ นักผจญเพลิงอเมริกันหลายหมื่นกำลังระดมดับเพลิงเพื่อคุมวิกฤติไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของสหรัฐฯ เพลิงครอบคลุมพื้นที่อย่างน้อย 3 รัฐตามแนวชายฝั่งตะวันตกคือ แคลิฟอร์เนีย ออริกอน และวอชิงตัน พระเพลิงเผาผลาญอาคารบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างไปมากกว่า 4.2 พันแห่ง ลามปามเป็นวงกว้างเกือบ 5 ล้านเอเคอร์ (12.6 ล้านไร่ หรือ 2 หมื่นตารางกิโลเมตร) เท่าเชียงใหม่เกือบทั้งจังหวัด มีผู้คนตายไปแล้ว 40 คนสถานการณ์ไฟป่าแรงขึ้นเรื่อยๆ แรงจนทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องลงพื้นที่เมืองซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อ 14 กันยายน 2563 เพื่อประชุมกับหน่วยงานท้องถิ่นถึงแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันสิ่งที่ทำให้ทุกคนในที่ประชุมต้องตกตะลึงพรึงเพริดจนแทบตกเก้าอี้คือ คำพูดของทรัมป์ ทรัมป์ประกาศในที่ประชุมว่า “ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องหลอกลวง...สาเหตุที่ทำให้ไฟป่ารุนแรงก็เพราะการบริหารจัดการที่ย่ำแย่ ห่วยแตก”พอเจ้าหน้าที่ป่าไม้และตัวแทนจากหน่วยผจญเพลิงตอกย้ำซ้ำๆ ว่า อ้า ท่านประธานาธิบดีโปรดอย่ามองข้ามหลักทางวิทยาศาสตร์ เพราะวิกฤติสิ่งแวดล้อมในสหรัฐฯเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศหรือภาวะโลกร้อนพูดเท่านี้เอง ประธานาธิบดีทรัมป์ก็โต้ว่า “ผมไม่คิดว่าวิทยาศาสตร์จะรู้จริง...หลายประเทศก็มีผืนป่าขนาดใหญ่แบบนี้ แต่ก็ไม่เห็นที่ไหนมีปัญหา” และตบท้ายว่า “อากาศกำลังเย็นลงในเร็ววันนี้ คอยดูเอาก็แล้วกัน”พูดจบทรัมป์ก็เร่งเดินทางไปหาเสียงต่อที่รัฐแอริโซนา โดยไม่แยแสที่จะไปลงพื้นที่ในรัฐออริกอนและวอชิงตัน ซึ่งได้รับความเสียหายจากไฟป่ามากเช่นกันเฮ้อ แม้แต่เด็กชั้นประถมก็รู้ว่า ปัญหาภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวันนี้ ไม่ว่าจะน้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่ารุนแรง ฯลฯ ล้วนเป็นผลมาจากปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศทั้งสิ้น แต่ทรัมป์ประธานาธิบดีประเทศอภิพญามหาอำนาจกลับปฏิเสธว่า ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องหลอกลวง และวิทยาศาสตร์ไม่รู้จริงผมไม่คิดว่าทรัมป์จะไม่รู้ว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องจริง แต่แกเลือกที่จะปฏิเสธ เพราะจุดยืนของแกคือการปฏิเสธทฤษฎีโลกร้อนอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูมาตั้งแต่เริ่มเป็นประธานาธิบดีใหม่ๆแล้วผลงานที่โลกตะลึงเมื่อกลางปี พ.ศ.2560 ก็คือ ทรัมป์ประกาศนำสหรัฐฯถอนตัวจากความตกลงปารีส 2558 ซึ่งเป็นข้อตกลงระดับโลกเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำหนดมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่ พ.ศ.2563 และประกาศขอถอนตัวจากความตกลงฯ อย่างเป็นทางการปลายปีที่แล้วซึ่งจะมีผลในช่วงปลายปีนี้ทรัมป์จะรู้ไหมว่า สภาวะโลกร้อนได้สร้างความรุนแรงให้ไฟป่าในหลายประเทศทั่วโลก อย่างอภิพญามหาไฟป่าในออสเตรเลียซึ่งเผาผลาญด้วยเวลายาวนานตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2562-พฤษภาคม 2563 อาคารบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างถูกทำลายไปเกือบ 10,000 แห่ง กินวงกว้างขนาด 46 ล้านเอเคอร์ หรือ 1.86 แสนตารางกิโลเมตร เทียบได้กับซีเรียทั้งประเทศ มีผู้เสียชีวิตโดยตรง 34 คน และเสียชีวิตจากการสูดควัน 417 คน เศรษฐกิจเสียหายไปมากกว่า 1.03 แสนล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือ 2.35 ล้านล้านบาทเอาแค่ในสหรัฐฯ เฉพาะ พ.ศ.2563 ปีนี้ปีเดียว เจอไฟป่ารุนแรงไปแล้ว 7 รัฐ ทั้งแอริโซนา เนวาดา นิวเม็กซิโก ยูทาห์ วอชิงตัน ออริกอน และแคลิฟอร์เนีย จนถึง 14 กันยายน 2563 เฉพาะแคลิฟอร์เนียรัฐเดียวไฟป่าก็กินวงกว้างไปแล้ว 3.4 ล้านเอเคอร์ หรือ 13.7 หมื่นตารางกิโลเมตร เสียหายกว่า 1.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 3.36 ล้านล้านบาทที่น่าเห็นใจคือผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียและออริกอน ซึ่งเป็นคนของเด็มโมแครต แม้ว่าการบริหารจัดการเรื่องไฟป่าจะมีปัญหา แต่ก็สู้เต็มที่ ดับไฟป่าในขณะที่เผชิญพายุเพลิงอย่างรุนแรง ผู้ว่าการรัฐทั้งสองคนเชื่อว่า ที่ไฟป่าแรงขึ้นเพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และต้องการให้รัฐบาลกลางช่วยรับผิดชอบเรื่องนี้ แต่กลับถูกทรัมป์ตอกกลับมาเสียหน้าหงายไม่น่าเชื่อว่าผู้นำสหรัฐฯจะปฏิเสธเรื่องภาวะโลกร้อน.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com