เมื่อวันที่ 20 มี.ค. สมาชิกครอบครัวเหยื่อเคราะห์ร้ายเหตุกราดยิงในมัสยิด 2 แห่ง เมืองไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ และชาวบ้านรวมหลายร้อยคน เข้าร่วมพิธีฝังศพผู้เสียชีวิตกลุ่มแรก 6 คน จากทั้งหมด 50 คน ที่สุสานไว้อาลัยเมืองไครสต์เชิร์ช หลังการชันสูตรหาหลักฐานและยืนยันตัวตนเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ ขณะที่นายไมค์ บุช ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินิวซีแลนด์ พยายามปลอบประโลมญาติพี่น้อง ที่ต้องการศพไปทำพิธีทางศาสนาภายใน 24 ชั่วโมง ว่าจำเป็นต้องใช้เวลาเนื่องจากเป็นหลักฐานในกระบวนการชั้นศาลด้านนายเกร็ก นิวโบลด์ อดีตนักโทษที่ผันตัวเป็นศาสตราจารย์อาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยแคนเทอร์เบอรี นิวซีแลนด์ ประเมินว่านายเบรนตัน ทาร์แรนต์ คนร้ายก่อเหตุวัย 28 ปี ที่จะถูกนำตัวขึ้นศาลรอบสอง วันที่ 5 เม.ย. มีความเป็นไปได้ที่จะถูกจำคุกตลอดชีวิต หากมีความผิดจริงในคดีสังหารหมู่ และอาจถูกจับขังเดี่ยวเป็นเวลานาน เพราะคนร้ายมีแนวคิดคลั่งผิวขาว และนักโทษกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ผิวสี พร้อมระบุว่าตอนที่ตนเคยติดคุก มีนักโทษคดีข่มขืนฆ่าเด็กหญิง ถูกปาดคอเสียชีวิตในเรือนจำวันเดียวกัน ตำรวจนิวซีแลนด์เปิดเผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตั้งข้อหานายฟิลิป อาร์ปส์ ชาวนิวซีแลนด์วัย 44 ปี เป็นจำนวน 2 กระทง หลังถูกจับกุมฐานแชร์คลิปก่อเหตุกราดยิงในมัสยิดอัล นูร์ โดยผู้พิพากษาไม่อนุญาตให้ประกันตัว และจะพิจารณาคดีรอบสอง วันที่ 15 เม.ย. หากพบว่าผิดจริงอาจได้รับโทษจำคุกสูงสุดกระทงละ 14 ปี ซึ่งเมื่อ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อหาเดียวกันแก่วัยรุ่นอายุ 18 ปี ไม่เปิดเผยชื่อ หลังทำการแชร์คลิปโหดในโซเชียลขณะที่นางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ เปิดเผยว่า รัฐบาลส่งนายวินสตัน ปีเตอร์ส รมว.ต่างประเทศนิวซีแลนด์ เข้าขอคำชี้แจงจากนายเรเซป ทายยิบ เออร์โดกัน ประธานาธิบดีตุรกี ที่กล่าวระหว่างหาเสียงว่า หากนิวซีแลนด์ไม่ยอมทำอะไรตุรกีเองจะเป็นคนลงมือให้ผู้ก่อเหตุชดใช้ ซึ่งนางอาร์เดิร์นยังเรียกร้องให้ทั่วโลกเล็งเห็นอันตรายของโซเชียลมีเดีย ในการเผยแพร่ความเกลียดชังและความรุนแรงส่วนรัฐบาลออสเตรเลียเรียกร้องให้ผู้นำตุรกีถอนคำพูด พร้อมขู่จะทบทวนระดับความสัมพันธ์ หลังนายเออร์โดกันกล่าวโจมตีว่า ชาวออสเตรเลียที่ต่อต้านศาสนาเหมือนกับคนร้ายก่อเหตุ จะถูกส่งกลับประเทศในโลงศพเหมือนครั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งในวันเดียวกันนี้ นายเออร์โดกันยังกล่าวอีกว่า คนร้ายคดีไครสต์เชิร์ชกับสมาชิกกองกำลังรัฐอิสลามหรือไอเอส เป็นคนประเภทเดียวกัน แต่กล่าวชื่นชมผู้นำนิวซีแลนด์ในความกล้าหาญ ความเป็นผู้นำและความจริงใจ ที่เปิดใจรับชาวมุสลิม.