ยุคไทยแลนด์ 4.0 ทุกอย่างต้องฉับไว บนฐานข้อมูลที่แม่นยำ ทันต่อสถานการณ์ เพื่อรองรับการแข่งขัน แต่ก็ยังมีหน่วยงานรัฐที่ปรับตัวไม่ทัน ยึดติดระบบราชการแบบเดิมๆ ดูอย่างมติ ครม.เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.60 เรื่องการประเมินผลงานองค์การมหาชน ได้สะท้อนถึงการทำงานที่เชื่องช้าล้าหลังของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ อย่างชัดเจนที่ประชุม ครม.วันที่ 20 เม.ย.60 เห็นชอบรายงานผลการประเมินองค์การมหาชน 38 แห่ง แบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ 1.องค์การมหาชนที่ต้องปรับเปลี่ยนสถานะ จำนวน 1 แห่ง 2.องค์การมหาชนที่ปฏิบัติงาน ได้ตรงตามภารกิจและมีประสิทธิภาพ จำนวน 32 แห่ง 3.องค์การมหาชนที่ให้คงความเป็นองค์การมหาชนต่อไป แต่ต้องปรับลดบทบาท ภารกิจ จำนวน 2 แห่ง 4.องค์การมหาชนที่ให้คงความเป็นองค์การ มหาชนต่อไป แต่ให้เปลี่ยนแปลงผู้รักษาการ จำนวน 3 แห่งรายงานการประเมินผลองค์การมหาชนที่ ก.พ.ร.เสนอเข้า ครม. ครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค.58 เรื่อง การทบทวนความจำเป็นในการมีอยู่ขององค์การมหาชนก.พ.ร.ใช้เวลาศึกษาประเมินผลนานมากถึง 2 ปีครึ่ง กว่าจะเสนอรายงานเข้า ครม. แต่แทนที่จะได้รายงานที่ละเอียดสมบูรณ์ ก.พ.ร.กลับหลับหูหลับตาเอา ข้อมูลที่ไม่ทันสมัย มาใช้ในการประเมินผล ก็ไม่รู้ว่าทำงานประสานกับหน่วยงานอื่นบ้างหรือเปล่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของ อพท. หรือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ซึ่ง ก.พ.ร.เสนอให้ปรับลดบทบาทภารกิจ ทั้งที่ อพท.ทำหน้าที่พัฒนาชุมชนให้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมทางการท่องเที่ยวเป็นรายได้เสริม โดยทำอย่างมีองค์ความรู้ตามเกณฑ์มาตรฐานนอกจากนี้ อพท.ยังเป็นหน่วยงานจัดทำ แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชนฉบับแรกของประเทศไทย (CBT Thailand) ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่คณะกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยว 8 คลัสเตอร์จะนำไปใช้ในการพัฒนาชุมชน อีกทั้ง คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ได้มีมติเมื่อวันที่ 19 ก.ย.59 เห็นชอบให้แต่งตั้งผู้แทน อพท.เป็นผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยวทั้ง 8 คลัสเตอร์ เพื่อพัฒนา 8 คลัสเตอร์ให้ได้เรียนรู้เทคนิคการเป็นชุมชนท่องเที่ยว ตั้งเป้าจะให้ประสบความสำเร็จเหมือนกับชุมชนในพื้นที่พิเศษของ อพท.ด้วยภารกิจที่เพิ่มขึ้นของ อพท.ที่ต้องเป็นพี่เลี้ยงเดินสายไปให้ความรู้แก่ชุมชนใน 8 คลัสเตอร์ บอร์ด อพท.จึงเห็นชอบ เรื่องการแก้ไขร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง อพท. เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและสอดคล้องกับภารกิจใหม่ที่ได้รับ ซึ่งร่างแก้ไขพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้ส่งไปที่ ก.พ.ร.แล้ว รอแค่นำเสนอให้ ครม.อนุมัติตลอดเวลาที่ผ่านมา อพท.ปรับตัวให้มีภารกิจที่ชัดเจน จนเป็นที่ยอมรับของคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือแม้แต่ภาคเอกชนที่ต้องการความสดใหม่ของกิจกรรมทางการท่องเที่ยว ก็สามารถหาได้จากกิจกรรมในชุมชนที่ อพท.พัฒนาขึ้นมา ทำให้มี สินค้าทางการท่องเที่ยว ไปเสนอขายได้หลากหลาย เหนืออื่นใดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวลงสู่กระเป๋าของชุมชนอย่างแท้จริงการพัฒนาชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างรายได้ให้ประเทศ เมื่อโอกาสมาถึงจึงไม่ควรรั้งรอ ไม่เช่นนั้น ชุมชนท่องเที่ยวของไทยอาจล้าหลังประเทศอื่นในอาเซียนได้ ฉะนั้นเรื่องเร่งด่วนที่ ก.พ.ร.ควรดำเนินการคือเสนอร่างแก้ไขพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง อพท.เข้าไปให้ ครม.พิจารณา อย่าแช่แห้งดึงเก็บไว้กับตัวอีกเลย.ลมกรด