ถ้าดูจากวิธีการหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองในขณะนี้พอจะแยกเป็นกลุ่มการเมืองจากโครงสร้างและวัฒนธรรมการเมืองได้เป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรก คือบริหารโดยโครงสร้างเดิมกลุ่มการเมืองเดิม จะใช้นโยบายประชานิยมลดแลกแจกแถม ไม่เน้นคุณภาพแต่เน้นปริมาณ ชอบสร้างวาทกรรม พูดมากกว่าทำ เชื่อมั่นในกระสุนมากกว่ากระแส กลุ่มที่สอง อยู่กึ่งกลางระหว่างโครงสร้างเดิมกับโครงสร้างใหม่ เป็นบ้านใหญ่บวกกับ บ้านใหม่ อยู่ในระหว่างการถ่ายโอนอำนาจ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ไม่ให้ตกกระแส ที่ต้องใช้กระแสและกระสุนไปพร้อมๆกัน ทั้งสองกลุ่มดังกล่าว จะสร้างกระแสจากการจัดตั้งและการซื้อสื่อ ซื้อโพล เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื่อว่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ กลุ่มสุดท้าย เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยึดติดการเมืองแบบเดิมๆ มีการพัฒนาทางการเมืองไปสู่อนาคตที่ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์เดิมที่จะต้องเป็นรัฐบาลเท่านั้น สร้างคนรุ่นใหม่ทางการเมืองขึ้นมา ไม่นิยมบ้านใหญ่ แต่มีบ้านใหม่เข้ามาเป็นผู้สนับสนุน กลุ่มนี้เน้นกระแสไม่เน้นกระสุน เน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ ไม่ได้ตั้งความหวังว่าจะเป็นแกนนำในการตั้งรัฐบาลเที่ยวนี้ แต่หวังการเจริญเติบโตของพรรคในอนาคตที่เน้นจุดเด่นและความถนัดที่แตกต่างกันไปไม่แบ่งขั้วว่าเป็นอนุรักษนิยมหรือประชาธิปไตยใหม่มีหลายพรรคการเมือง ที่ประกาศว่าจะยกมือให้ใครเป็นนายกฯ จับมือใครตั้งรัฐบาลได้บ้างและไม่ได้บ้าง มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ร่วมรัฐบาลได้ร่วมรัฐบาลไม่ได้ มีบางพรรคประกาศชัดเจนว่าจะจับมือกับพรรคไหนได้พรรคไหนไม่ได้ มีบางพรรคเสนอความชัดเจนและโปร่งใสในการตั้งรัฐบาล โดยการโชว์ตัวคนที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาลและ ครม.ของรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งว่าใครเป็นใคร ซึ่งเป็นกลยุทธ์การหาเสียงแบบใหม่ ที่สามารถตรวจสอบได้และเป็นตัวเร่งในการตัดสินใจของประชาชนที่จะเข้าคูหากาเลือกตั้งได้อย่างไม่ลังเล ว่าจะต้องเลือก สส.แบบบัญชีอีกพรรค เลือก สส.แบบแบ่งเขตอีกพรรค แต่สามารถที่จะเลือกทั้งพรรคทั้งคนเดียวได้พรรคเดียว จึงมีโอกาสที่จะแลนด์สไลด์ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกตั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติในครั้งเดียวกันเพราะฉะนั้น โอกาสการจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป จะมีอยู่ 3 ขั้วที่แบ่งจาก 3 กลุ่มพรรคการเมือง ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ และตามเงื่อนไขของพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่กำหนดกันขึ้นมา 3 ขั้วที่ว่าถ้าประเมินจากโพลคือ ภูมิใจไทยหรือพรรคประชาชน หรือพรรคที่ได้อันดับ 3 กับพรรคการเมืองที่เหลือทั้งหมดสมมติเพื่อไทยได้เป็นอันดับ 3 ไปจับมือกับพรรคขนาดกลางขนาดย่อม เพื่อไทยก็มีโอกาสได้เป็นรัฐบาล ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก็มีโอกาสได้เป็นนายกฯ แต่ถ้าพรรคประชาชนมาอันดับ 1 ได้เสียงชนะภูมิใจไทยเอาประชาธิปัตย์เอาเพื่อไทยเข้าร่วม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ต้องได้เป็นนายกฯ หรือพรรคประชาชนได้เสียงมาเป็นอันดับ 2 แต่จับมือกับเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ ณัฐพงษ์ก็มีโอกาสเป็นนายกฯ หรือภูมิใจไทยได้เสียงเป็นอันดับ 2 แต่ไปจับมือกับพรรคกลุ่มที่ 3 ได้ก่อน อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้เป็นนายกฯ ยกเว้นว่า ทั้ง 3 ขั้วการเมืองมีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เกิน 250 เสียง ก็จะง่ายขึ้นทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะตัดสินใจเลือกนักบริหารหรือเลือกนักการเมืองแบบเดิมๆ.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th คลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม