สหรัฐอเมริกาบุกยึดเวเนซุเอลา เปิดศักราชแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรงตั้งแต่ต้นปี 2569 ตามด้วยคำสั่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติการมีส่วนร่วมหรือถอนตัวออกจากองค์กร อนุสัญญาและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ตามที่รัฐบาลสหรัฐฯเห็นว่าขัดต่อผลประโยชน์ชาติ ถือเป็นสึนามิทางการทูตที่เปลี่ยนระเบียบโลกการเปลี่ยนแปลงครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และอธิปไตย โดยทิศทางนโยบายต่างประเทศเปลี่ยนจากพหุภาคีไปสู่ทวิภาคีเจรจารัฐต่อรัฐ ยึดผลประโยชน์รัฐชาติเป็นศูนย์กลาง เข้าสู่ยุคการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจเต็มรูปแบบ โดยที่สหรัฐฯถอนตัวจากองค์กรและสนธิสัญญาที่ไม่ตอบโจทย์ผลประโยชน์ของชาติโจทย์หินรัฐบาลใหม่ ภายใต้หลัก “America First” และความตึงเครียดเพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป จีน และญี่ปุ่น ส่งสัญญาณเตือนไทยว่าไม่สามารถพึ่งพากติกาโลกแบบเดิมได้อีกต่อไป รัฐบาลใหม่ที่กำลังเข้ามา จำเป็นต้องกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ทางออกที่ยืดหยุ่น โดยเน้นผลประโยชน์ของรัฐไทยในเชิงประจักษ์พรรคการเมืองต่างๆควรเร่งวางนโยบายด้านต่างประเทศให้เห็นทิศทางชัดเจน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากการทูตพหุภาคีสู่ “ทวิภาคีเชิงรุก” เพื่อรับมือกับวิกฤติเฉพาะหน้าอย่างภาษีทรัมป์ 19% โดยพรรคที่คาดหวังเป็นรัฐบาลควรแสดงให้เห็นถึงศักยภาพว่า ไทยเป็นพันธมิตรที่คุ้มค่า เพื่อต่อรองข้อยกเว้นทางด้านการค้าในด้านสิ่งแวดล้อมหรือการพัฒนา ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พรรคการเมืองควรปรับจูนโมเดลเศรษฐกิจให้สอดรับกับยุคโลกที่แบ่งขั้ว โดยลดพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ไม่เลือกข้างอย่างสุดโต่ง ในการดึงดูดนักลงทุนที่ย้ายฐานการผลิตจากความขัดแย้งของมหาอำนาจให้หลั่งไหลเข้ามาสู่ไทยหลังสหรัฐฯถอนตัวออกจากกลไกสันติภาพบางส่วน ความมั่นคงในภูมิภาคจะเปราะบางทันที โดยเฉพาะปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และวิกฤตการณ์ในเมียนมา ไทยจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์พึ่งพาตนเอง จัดวางสมดุลอำนาจใหม่ โดยก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง โดยไม่รอความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศถึงเวลาพรรคที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล ต้องเตรียมวางยุทธศาสตร์ทางออกของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “อธิปไตยของรัฐชาติกลับมาเป็นใหญ่” เลิกฝากความหวังไว้กับระเบียบโลกเก่า โดยหันมาใช้การเจรจาที่เน้นผลตอบแทนที่จับต้องได้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ชาติและประชาชน ท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม